วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ความแตกต่างระหว่างSystem Analyst กับ Business Analyst

สวัสดีอาจารย์จงและเพื่อนๆทุกคนคับ

ผมเพิ่งเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกที่จะร่วมเรียน SA กับเพื่อนๆทุกคน เมื่อเร็วๆนี้เอง


ก่อนหน้านี้ก็ไม่รู้เรื่องหรอกครับ ว่าSA คืออะไร เลยไม่ได้สนใจวิชานี้เลยแต่ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากเรียนกับเพื่อนๆนั่นเองบวกกับอาจารย์จงดูใจดีจัง และผมว่าวิธีแลกเปลี่ยนความรู้แบบนี้ ก็น่าสนใจดีเหมือนกันนะเนี่ย ดูไม่เครียดดี การใช้วิธีใหม่ๆจะทำให้เรามีความรู้สึกสนใจกะเนื้อหามากขึ้นเหมือนกับว่าเมื่อมีอะไรแปลกใหม่เกิดขึ้นๆทุกๆคนก็จะให้ความสนใจกับสิ่งๆนั้น
ดังนั้นผมจึงต้องเรียน SA มั่งซะแล้ว ฮ่าๆ ยังไงก็ฝากตัวกับเพื่อนๆและอาจารย์ด้วยนะคับ


โม้ซะเหลือเกิน มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าคับ ฮ่าๆ
วันนี้ผมคิดว่าจะนำความแตกต่างของSystem Analyst และ Business Analyst มา Post ให้อ่านกันนะคับเพราะว่าในความเป็นจริงนั้น System Analyst และ Business Analyst แตกต่างกัน แต่ว่าบริษัทแต่ละแห่งมีการใช้งานตำแหน่ง SA แบบต่างๆกันออกไป ขึ้นอยู่กับบริษัทนั้นๆว่าเขาจะกำหนดการทำงานไว้อย่างไร

ตามปกติแล้ว Daigram คร่าวๆ จะเป็นอย่างนี้นะคับ ลูกค้า หรือ Users <-> Business Analyst <-> System Analyst <-> Developer - Programmers


1.Business Analyst ควรจะมีความรู้ความเข้าใจทั้งทางเทคนิค (หมายถึงงานคอม) และธุรกิจ แต่ออกจะหนักเรื่องธุรกิจมากกว่านิดนึงเพราะต้องคุยกับคนในโลกธุรกิจ เป็นงานกึ่งๆ ประสานงานระหว่างลูกค้า ที่มีแนวโน้มว่าจะไม่เข้าใจในเรื่องเทคนิคมากนัก แต่ก็มีงานวิเคราะห์ด้วยเช่นกัน เพราะต้องแปลงความเป็นไปได้ทางธุรกิจให้เป็นงานเทคนิคแบบคร่าวๆ เพื่อสร้างความเป็นไปได้ทางเทคนิคให้สอดคล้องกัน อาจต้องสร้างระบบในภาพใหญ่ๆ กว้างๆ เป็นกรอบงาน ถ้าให้พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้แปลงสาร จากภาษาธุรกิจเป็นภาษาดิจิตอล ถ้าเป็นงานคอม น่าจะเป็นตัวแปลงสารหรือ requirement ให้เป็นรหัสดิจิตอล 010101 งานนี้อาจเกี่ยวข้องกับงานด้านการเงินด้วย เพราะต้องเป็นคนวางบิลค่าบริการกับลูกค้า ก่อนรับงานอาจจะต้องประเมินคร่าวๆ ว่าคุ้มกับการลงทุนที่จะรับงานนั้นๆ ไหมด้วย และอาจต้องกึ่งๆ เซลเล็กน้อย เพราะต้องทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจในงานของเราด้วย


2.System Analyst ควรมีความรู้ความเข้าใจทางเทคนิคจริงๆ เพราะจะเป็นผู้วางระบบในภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้สอดประสานทำงานทางธุรกิจที่ลูกค้าต้องการได้สำเร็จ

System Analyst จะต้องเข้าใจ Requirement ในระดับที่สามารถออกแบบระบบ หรือ ส่วนใหญ่กระบวนทางธุรกิจก็มักจะหมายถึง Table ใน Database รวมไปถึงสามารถอธิบาย Business Flow ให้แก่Developer ทำโปรแกรมออกมาให้ตาม Requirement ของลูกค้าเข้าใจว่างานหลักๆคือเน้นการสร้างระบบดังนั้นจึงต้องมีความรู้ด้าน Program ด้วย มิฉะนั้น จะคุยกะโปรแกรมเมอร์ไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนพูดกันคนละภาษาและในขณะเดียวกันอาจโดนเกณฑ์ไป coding ได้ถ้าโปรเจคไม่เสร็จ

นอกจากนี้ถ้ามีความรู้ความเข้าใจทางด้านธุรกิจด้วยจะยิ่งดี (ในความเป็นจริงบางบริษัทต้องการให้คนที่ทำด้านนี้ ขยับไปควบงาน Business Analyst ด้วย เรียกได้ว่าต้องการคนที่เป็นแบบ All-in-One)



เป็นอย่างไรบ้างครับ ข้อมูลเหล่านี้คงทำให้เพื่อนๆเข้าใจความสัมพันธ์ของ SA กับธุรกิจมากขึ้นบ้างใช่ไหมคับ โฮะ โฮะ

ที่มา http://topicstock.pantip.com/silom/topicstock/2009/04/B7738864/B7738864.html

ณัฐพล (โอ๊ค)

6 ความคิดเห็น:

  1. แต่ว่าทั้งอย่างก็มีส่วนที่เหมือนกันอยู่นะ

    นั่นคือต้องเป็นคนที่มีความรอบคอบ

    มีการคิดวิเคราะห์ที่ดีด้วย

    ตอบลบ
  2. สนมวอนแวะมาทักทายสมาชิกใหม่...

    ขอบคุณสำหรับบทความที่เอามาลงให้อ่าน

    ไม่มีอะไรจะคอมเมนท์เรยยย

    55 เรื่องมันจบด้วยตัวของมันเองไปแระ

    sanom_WON ~ I am GooD_kNIGHT
    สนมวอน ~ อัศวินผู้แสนดี

    06252009
    01:29 pm

    ______________
    พัฏฐวร (วอน)

    ตอบลบ
  3. ยินดีต้อนรับน้องใหม่ครับ 55+
    ขอบคุณ กับเรื่องที่นำมาเสนอนะครับ ภาษาอ่านเข้าใจง่ายดี

    พงศธร(พง)

    ตอบลบ
  4. โอ๊ะข้อมูลแน่นจิงๆนะคุณ
    การเขียนนี่ก็เลิศจิงๆ

    และกล้าดียังไงมาลง SA 5555555
    ของเค้าดีจิงๆ

    "ผมว่าวิธีแลกเปลี่ยนความรู้แบบนี้ ก็น่าสนใจดีเหมือนกันนะเนี่ย ดูไม่เครียดดี" ใช่ซิ วันแรกไม่ยอมมาเรียน 11 ก.ค.เด๋วก็รู้ว ฮ่าๆ ว่าบรรยากาศตอนเรียน ชิวมากจิงๆ กร๊ากๆๆ

    Ps.สัมมนามันยังไงๆ ส่งพรุ่งนี้น่าคุณ ดูท่าจะไม่รี๊บบบบเลย เอ้ายาววว....
    (สุภาวดี) ฝ้าย

    ตอบลบ
  5. จากที่อ่านมาตอนนี้เราก็ก้าวเข้าสู่ทั้ง 2 แบบเลยนะ

    ก็มีข้อดีว่า ทำให้มองระบบได้กว้างขึ้น

    แต่เรายังหนักไปในทางข้อแรกมากกว่า

    ดังนั้นถ้าเราเรียนวิชา SA นี้

    ก็คงจะเป็นจุดเริ่มต้นของคนที่เป็นแบบ “all-in-one”

    เกรียงไกร(อาท) ^_^

    ตอบลบ