วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552
- - ความฝันโง่ๆ - -
และวันนี้เราจะขอนำข้อคิดดีๆจากหนังสือเล่ม ที่มีชื่อว่า "ความฝันโง่ๆ" มาให้เพื่อนๆได้อ่านเพื่อเสริมสร้างกำลังใจกัน (มันเป็นหนังสือที่เสริมสร้างกำลังใจนั่นแหละ)
++กำลังใจแด่ทุกคนที่มีความฝันโง่ๆ...
++ไม่มีความมืด ก็ไม่รู้คุณค่าของแสงตะวัน
ไม่มีความหนาวเย็น ก็ไม่รู้คุณค่าของความอบอุ่น
ไม่มีความสูญเสีย ก็ไม่รู้คุณค่าของการมี
++เวลาเป็นสิ่งที่ผ่านแล้วผ่านเลย
แต่น่าแปลกที่หลายคนชอบใช้เวลาไปกับการดูเวลา
++ตะบองเพชรที่ยืนกลางแดดแผดเผาชั่วนาตาปี ยังออกดอกงดงามได้
อุปสรรคจะเป็นอุปสรรคก็ต่อเมื่อเรามองมันเป็นอุปสรรค
++ความรู้เป็นคนละเรื่องกับการเข้าโรงเรียน
++ต้นหญ้าที่ถูกไฟป่าเผาผลาญ
ผลิใบใหม่ออกมาเสมอเมื่อมีโอกาส
เกิดเป็นคน กลัวอะไรกับอุปสรรค
++มองโลกด้วยหัวใจ
ไม่ใช่ด้วยสายตาอย่างเดียว
++อุปสรรคเล็กๆน้อยๆระหว่างทางทำให้การเดินทางมีรสชาติมากขึ้น
++ทุกสิ่งมองได้สองด้านเสมอ
++เวลาเป็นธรรมชาติที่รีไซเคิลไม่ได้
++ใช้เวลาปัจจุบันไปกับอดีตและอนาคตเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า
++การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดคือความสามารถที่จะรู้ว่าเราไม่รู้อะไร
++วุฒิภาวะมิใช่ได้มาจากการใช้จ่ายเงินซื้อมา แต่มาจากการใช้จ่ายชีวิต
++จงรู้เท่าทันความทุกข์ที่เกาะใจเรา
++รู้ครึ่งๆกลางๆอันตรายกว่าไม่รู้เลย
++ไม่มีอะไรในโลกที่ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง
++ความอ่อนไหวไม่ใช่เรื่องอ่อนแอ
ความแข็งแกร่งก็ไม่ใช่ความเข้มแข็งเสมอไป
เพราะชีวิตที่ดีคือการรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา
++การปฏิเสธจุดอ่อนของตน ก็เหมือนการไม่ยอมรับว่ามีรูรั่วบนเรือที่กำลังแล่น
++คุณค่าของการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย
อาจอยู่ที่การใช้ชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัย
++ลองเดินหน้าสู่ความฝันโง่ๆ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย...
เอามาเป็นบางส่วนเท่านั้นใครอยากอ่านเพิ่มเติมหาอ่านได้ที่
ที่มา หนังสือความฝันโง่ๆ หนังสือเสริมสร้างกำลังใจ ชุด 2 ของวินทร์ เลียววาริณ
พรรณราย (แมม)
วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552
การจากลา
เวลาเหมือนวารีมิเคยมีจะหยุดไหลวันวานย่อมผ่านไปเหลือไว้เพียงความทรงจำ
เก็บความทรงจำนี้ไว้เก็บไว้ในใจที่อ่อนหวานเก็บไว้..เก็บไว้นานเท่านานเก็บไว้ตลอดกาล..ตลอดไป
Waroot (nae)
วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552
แนะนำกระทู้ในpantipเป็นความรู้แก่ทุกๆคน
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552
Good Story
"Butterfly Story"
ในระหว่างทานข้าวกลางวัน วนิดาซึ่งเป็น CEO ถามกิตติผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งที่รายงานตรงต่อเธอว่า “ กิตติ พี่สังเกตว่าคุณไม่เคยปิดมือถือเลย แม้กระทั่งเวลาประชุม แล้วพี่ก็เห็นคุณขอตัวออกไปจากที่ประชุมกลางคันเพื่อรับโทรศัพท์ พี่อยากรู้ว่าเป็นโทรศัพท์ของใครหรือ ทำไมมันสำคัญขนาดรอจนจบประชุมไม่ได้ พี่เห็นเป็นประจำเลยนะ ” กิตติมีท่าทีอึดอัด เขาตอบว่า “ ไม่มีอะไรหรอกครับ เรื่องส่วนตัวนะครับ ผมขอโทษ ” วนิดายิ้มแบบผู้ใหญ่ใจดี เธอเงียบไปสักครู่จึงพูดต่อ “ กิตติ เราสองคนทำงานด้วยกันมาพอสมควร คิดว่าพี่เป็นพี่สาวของคุณก็ละกัน เพราะพี่อายุมากกว่าคุณสองสามปี มีอะไรก็เล่าสู่กันฟังซิคะ เผื่อว่าพี่อาจจะแนะนำอะไรให้ได้บ้าง ” วนิดาเลือกใช้แนวทางพี่น้อง แทนที่เธอจะตำหนิเขาโดยตรง ในเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในที่ประชุมแบบเจ้านายกับลูกน้อง วิธีนี้ได้ผล! กิตติสารภาพออกมาแบบกระอักกระอ่วน “ ก็...คือว่า...พี่อย่าโกรธผมนะครับ มันเป็นโทรศัพท์มาจากลูกสาวผมเอง เธอเพิ่งไปเรียนไฮสคูลที่ออสเตรเลียเมื่อไม่กี่เดือน โรงเรียนที่ลูกสาวผมเรียนนี้ค่อนข้างจะเข้มงวด แถมมีการบ้านจมเลย ตอนลูกสาวผมเรียนที่นี่ ผมช่วยติวและทำการบ้านร่วมกับเธอบ่อยๆ ลูกคนเดียวเธอคือดวงใจของผมเลยครับ ผมบอกเธอว่าไปอยู่นั่น ติดขัดเรื่องการบ้านละก็โทรมาหาผมได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ผมจะคอยช่วยเหลือเธอผมไม่ต้องการเห็นเธอล้มเหลว ตอนค่ำเมื่อกลับบ้านผมก็แทบจะไม่ได้พักผ่อน แต่จะไปช่วยเธอทำการบ้านแล้วก็แฟ็กซ์ส่งไปเรื่องคณิตศาสตร์บ้าง ภาษาอังกฤษบ้าง ผมอยากให้เธอประสบความสำเร็จ ผมต้องขอโทษที่บริหารเวลาไม่ค่อยได้เรื่อง ” กิตติจบเรื่องลงด้วยท่าทีละอายใจ วนิดาแสดงความเห็นใจ “ เรื่องของคุณมันฟังแล้วคุ้นๆมากเลย พี่พอจะจินตนาการออก ถึงความลำบากใจของเธอ พี่เองก็มีลูกสาวเรียนปริญญาโทอยู่ที่อเมริกา พี่เคยทำแบบคุณเหมือนกัน เพราะลูกสาวพี่จบตรี แล้วไปต่อโทเลย จึงไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน ดังนั้นพอทำกรณีศึกษาก็มักจะ ไม่ทันเพื่อนเขา หรือไม่เข้าใจ แถมยังไม่กล้าถามอาจารย์อีก พี่เลยต้องช่วยทำเคส แล้วก็อีเมล์ไปให้เธอ แต่ว่าตอนนี้พี่หยุดช่วยเธอแบบนั้นแล้วล่ะค่ะ ” กิตติถามด้วยความประหลาดใจ “ ทำไมล่ะครับ พี่ไม่รักเธอแล้วหรือ หรือว่าพี่เห็นว่างานมีความสำคัญกว่าครอบครัวครับ ”
วนิดาตอบพร้อมกับยิ้มอย่างอารมณ์ดีว่า “ พี่ยังรักลูก และเห็นคุณค่าของครอบครัวและงานเหมือนเดิม พี่โชคดีที่มีเพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่ง เขาสังเกตเห็นวิธีที่พี่ช่วยลูกสาว แล้ววันหนึ่งเขาก็ให้หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The Power of Failure โดย Charles C. Manz และมีการแปลเป็นไทยในชื่อ วิกฤติคือโอกาส โดยพสุมดี กุลมา เรียบเรียงโดย นราธิป นัยนา เพื่อนอเมริกันเขาคั่นเรื่องๆหนึ่งให้พี่อ่านโดยเฉพาะเลย พี่จะเล่าให้เธอฟัง
”........ มีชายคนหนึ่งนั่งมองผีเสื้อที่กำลังดิ้นรนจะออกจากรังไหม เจ้าผีเสื้อดิ้นรนไปซักพัก จนกระทั่งใยรังไหมเริ่มขาดเป็นรูเล็กๆ ชายคนนั้นมองด้วยความสนใจ เจ้าผีเสื้อดูเหมือนจะหยุดไป ที่จริงผีเสื้อมันพักเพื่อที่จะดิ้นรนต่อไป แต่ว่าชายคนนั้นคิดไปเองว่าผีเสื้อคงติดใยรังไหม ไม่สามารถจะออกมาได้ด้วยตนเอง ด้วยความหวังดี เขาจึงนำกรรไกรขนาดเล็กมาตัดใยรังไหมนั้น ทำให้รูมันขยายใหญ่ขึ้น เจ้าผีเสื้อเห็นรูขยายใหญ่ขึ้นมันก็คลานต้วมเตี้ยมออกมา แต่เขาสังเกตว่าตัวมันมีขนาดเล็กกว่าปกติ ปีกเหี่ยวย่น แถมลำตัวของเจ้าผีเสื้อก็มีลักษณะบวมผิดปกติ กลายเป็นว่าในขณะที่ผีเสื้อต้องดิ้นรนออกแรงตะเกียกตะกาย เพื่อพยายามจะดันตัวมันออกจากรังไหมนั้น เป็นกระบวนการธรรมชาติที่จะกระตุ้นให้ของเหลวชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในลำตัวผีเสื้อเคลื่อนที่มาสู่ปีก เพื่อทำให้ปีกแข็งแรงเพียงพอจะบินได้ ด้วยความปรารถนาดีของชายคนนั้น ผีเสื้อตัวนี้ปีกจึงเหี่ยวย่นไม่แข็งแรงเพียงพอจะบินได้ แถมยังมีรูปร่างพิกลพิการ เพราะของเหลวที่ควรจะอยู่ที่ปีก ดันไปติดคั่งค้างอยู่ที่ลำตัว เจ้าผีเสื้อตัวนี้ออกจากใยมาได้ด้วยความสบาย แต่ต้องพิกลพิการ และบินไม่ได้ไปชั่วชีวิตของมัน ....."
อุปสรรคและความล้มเหลวในชีวิตของคน ก็คล้ายๆกันกับสิ่งที่เจ้าผีเสื้อเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ ความก้าวหน้าในชีวิต การพัฒนาทักษะ ความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น ล้วนแล้วแต่น่าสงสารและน่าเห็นใจ แต่จะได้คุณค่ามาก็ด้วยการล้มเหลวอย่างถูกวิธี
เราจะคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต โดยไม่มีความล้มเหลวนั้นเป็นไปไม่ได้ เมื่อเราเผชิญอุปสรรค แล้วเราหลีกเลี่ยงที่จะแก้ไขหรือต่อสู้กับมัน เท่ากับว่าเรากำลังเสียโอกาสสำคัญในการเรียนรู้บทเรียนที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในชีวิตของคน
กิตติฟังด้วยความสนใจ “ โอ้โฮ เรื่องนี้จุดประกายน่าดูครับ แต่ผมกลัวว่าลูกผมจะเกลียดผมนะซีครับ ” วนิดาเสริมต่อ “ มีคำพูดที่ว่า 'No pain No gain' "ไม่เจ็บ ไม่ได้เรียนรู้" ที่จริงพวกเรานะผิดเองที่ป้อนลูกๆ เรามากไป สำหรับกรณีของพี่ พี่อธิบายให้ลูกเขาเข้าใจด้วยการเล่าเรื่องนี้แหละ หลังจากนั้น พี่ก็ขอโทษสำหรับการให้ความช่วยเหลือลูกแบบผิดๆในอดีต ลูกๆ ของเราเขาฉลาดพอจะเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้นะ ... กิตติ คุณลองมองไปรอบๆตัวเราสิ เรามีพนักงานที่มีความรู้ มาจากครอบครัวที่มีฐานะ หลายคนที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ พวกเขาไม่อดทนต่อปัญหาและอุปสรรค คนที่ควรถูกตำหนิคือ พ่อแม่ของเขา คุณอยากถูกคนอื่นเขาต่อว่าแบบนี้ในอนาคตไหมล่ะ แถมลูกๆ ของเรายังอ่อนแอไม่สามารถจะฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคได้ .....คุณมีสิทธิ์เลือกนะ … ”
วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552
ปิดคอร์ส SA ภาคทฤษฎี
เป็นไงบ้างเพื่อนๆ... หลังจากปิดคอร์สนี้คงได้อะไรกันไปเยอะเลยเนอะ
ศุกร์หน้าก็จะได้ไปดูงานแล้ว
เสาร์ก็พรีเซ็นต์งาน สู้ๆนะจ๊ะ
แล้วเจอกันวันศุกร์
วันนิดา(ต๊อบ)
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552
อาชยากรรมคอมพิวเตอร์วายร้ายของหน่วยงาน ขณะนี้กระแสความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว นับเป็นความท้าทายสำหรับองค์กรและภาคธุรกิจต่างๆ ขณะเดียวกันยังต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังรัฐบาล ประกาศใช้พระราชบัญญัติความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ได้มีการเก็บสถิติในการรับแจ้งเหตุละเมิดความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ ผ่านศูนย์ประสานงานการรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ พบว่า ในปี 2008 มีการละเมิดความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ลดลงจากปีก่อน โดยที่พบมาก คือ เหตุละเมิดในรูปแบบฟิชชิ่ง ที่มีจำนวนมากถึง 68% เป็นการโจมตีโดยการปลอมแปลงอีเมล์ และการสร้างเว็บไซต์ปลอม เพื่อหลอกให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลทางด้านการเงินหรือข้อมูลส่วนบุคคล นายวรเทพ มงคลวาที ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ.อาร์.ไอที จำกัด กล่าวว่า จากสภาวะเศรษฐกิจที่แปรปรวนจากทั่วโลก ส่งผลให้หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนเผชิญกับความเสี่ยงที่เกิดจากอาชญากรรมทางการเงิน การหลอกหลวงด้านข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้น โดยสิ่งเหล่านี้ทำควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีทางด้านไอทีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต จากการเก็บสถิติการรับแจ้งเหตุละเมิดความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ ผ่านศูนย์ประสานงานการรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ (Thai CERT) พบว่าในปี 2551 รูปแบบการละเมิดที่ใช้มากที่สุด คือรูปแบบฟิชชิ่ง หรือการหลอกลวงผู้ใช้ให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญแก่เว็บไซต์ที่ปลอมแปลง มีจำนวนสูงถึง 68% รองลงมาคือรูปแบบเมลล์แวร์ หรือซอฟต์แวร์ที่ออกแบบเพื่อแทรกซึมเข้าไปทำลายระบบคอมพิวเตอร์ มีอยู่ 16% และสแปมเมลล์หรือเมลล์ขยะ มีอยู่ 1 % ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ.อาร์.ไอทีฯ กล่าวต่อว่า จากข้อมูล IDC ที่คาดการณ์ว่าปี 2552 ภาพรวมของตลาดไอทีจะเติบโตลดลง โดยมูลค่ารวมตลาดไอทีในประเทศไทยจะอยู่ที่ 6.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงประมาณ 217 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และอัตราการเติบโตจะลดลงจาก 12.9% เป็น 6.7% อย่างไรก็ตาม วิกฤตเศรษฐกิจขณะนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อโอกาสทางธุรกิจด้าน IT Security ที่มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มสูงขึ้น เพราะการโจรกรรมข้อมูล และการใช้อินเทอร์เน็ตมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นายวรเทพ กล่าวอีกว่า จากการสำรวจทั่วโลกพบว่าประเทศไทยติดอันดับ1ใน4 ที่ถูกโจรกรรมมากที่สุด โดยสาเหตุที่มีการโจรกรรมมากขึ้น เพราะกฎหมายที่มีอยู่ไม่เข้มงวด และไม่ชัดเจน แม้จะประกาศใช้พระราชบัญญัติความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 หรือ พ.ร.บ.คอมฯ ก็ตาม ดังนั้น จากแนวโน้มความเสี่ยงด้านโจรกรรมที่มากขึ้น ทำให้ความต้องการบุคคลากรที่เชี่ยวชาญด้าน IT Security มีมากขึ้นประมาณ 60% จากคนที่มีความรู้ทางไอที 100% ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ.อาร์.ไอทีฯ อธิบายถึงความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือระหว่างสถาบันเออาร์ไอที ที่เป็นศูนย์อบรมและศูนย์ทดสอบความรู้ด้านคอมพิวเตอร์กับสถาบัน EC-Councilประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ขณะนี้มีองค์กรจำนวนมากที่ไม่มีระบบ IT Security ที่ได้มาตรฐาน อีกทั้ง หน่วยงานและองค์กรต่างๆยังต้องการบุคคลากรที่มีความสามารถด้านดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เอ.อาร์.ไอทีและสถาบัน EC-Council ผู้เชี่ยวชาญด้าน Providing IT Security and E-Business Certification ร่วมมือกัน “เนื้อหาของหลักสูตรและการสอบ จะครอบคลุมทักษะด้าน IT Security โดยเฉพาะการเรียนรู้เกี่ยวกับวิธี เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ Hacker ใช้เพื่อที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันการ Hack โดยที่จะมุ่งเน้นไปที่ บุคคลากรภายในองค์ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา อีกทั้งตั้งเป้าภายในปีนี้จะมีบุคคลากรที่มีความรู้หลักสูตรดังกล่าวเพิ่มขึ้น 500 คนจากดิสซิบิวเตอร์ที่มีอยู่ 4 ศุนย์ และเตรียมขยายเพิ่มอีก 10ศูนย์ ภายใน 1 ปีสำหรับเบื้องต้นได้มีการเจรจากับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ(เอแบค)และมหาวิทยาลัยสยาม ในการบรรจุหลักสูตรดังกล่าวให้เป็นวิชาเลือกเพื่อให้นักศึกษาได้มีการเรียนรู้” นายวรเทพ กล่าว ส่วนนายวิลสัน วอง ผู้อำนวยการ สถาบัน EC-Council Academy ประเทศมาเลเซีย ให้ข้อมูลปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ทั่วโลกว่า หลายฝ่ายประเมิน ตัวเลขอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์น่าจะลดลงแต่ในหลายๆประเทศพบว่าเพิ่มสูงขึ้น หรือคิดเป็นอัตราเฉลี่ย 24 ต่อ 7 โดยปัญหาดังกล่าวจะดำเนินต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด และเป้าหมายหลักของการโจมตีคือรัฐบาล ผู้อำนวยการ สถาบัน EC-Council Academy ประเทศมาเลเซีย แสดงความเห็นถึงตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของอาชญากรรมทางด้านการเงินว่า ตัวลขที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้หลายบริษัทฯเผชิญกับความเสี่ยงที่เกิดจากอาชญากรรมทางการเงินที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ตึงเครียดในปัจจุบัน โดยจะพบการกระทำผิด การหลอกลวง และการทำอาชญากรรมทางการเงินอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันอาชญากรเหล่านี้ยังคงแสวงหาวิธีและเทคนิคใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อที่จะนำมาใช้ในการทำอาชญากรรมทางการเงินกับองค์กรธุรกิจและบุคคลทั่วไป “จากการวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจของสถาบันการเงินที่เกิดขึ้น ช่วงที่ผ่านมาพบว่า มีการละเมิดข้อมูลภายในเพิ่มมากขึ้น และการศึกษาจากบริษัทฯ ตัวอย่าง จำนวน 43 บริษัทฯ พบว่าบริษัทฯทั้งหมดได้รับผลกระทบจากการละเมิดข้อมูลสำคัญภายในบริษัท และจากการสำรวจพบว่าข้อมูลที่ถูกละเมิดเหล่านี้ มีมูลค่าสูงถึง 6.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นบริษัทฯ ต่างๆ ควรเริ่มพิจารณาถึงการจัดสรรงบประมาณให้กับพนักงานฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ อย่างแท้จริง”ผู้อำนวยการ สถาบัน EC-Council Academy ประเทศมาเลเซีย กล่าว อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนต้องมีการเปิดหลักสูตรการเรียน Hacker แต่ผู้เรียนจะต้องมีวิจารณญาณที่ดีว่าการสอน Hacker ของสถาบัน EC-Council นั้น ไม่ได้สอนให้ผู้เรียนเป็น Hacker มืออาชีพเพื่อทำความผิด แต่สถาบันต้องการให้ผู้ที่มีความมรู้ด้าน IT Security เป็นคนเฝ้าระวังอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์แทนหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยที่เชื่อว่าหากมีสถาบันดังกล่าวแล้วจะทำให้การจัดอันดับการถูกโจรกรรมข้อมูลลดลง...
ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ |
เทคนิค 6 ข้อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ
เอาหล่ะ ใกล้สอบแร้ว เพื่อนๆเตรียมตัวกันหรือยัง
เอ๊ะ หรือว่า ยังแก้สัมมนากันอยู่ 5555555555
เทคนิค 6 ข้อ ที่ควรทำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้ผล ใน 1 เดือน ซึ่งอาจจะมีข้อสำคัญ คือ การเลิก Chat ไปสักระยะ (แหม ข้อนี้ทำร้ายจิตใจกันจริงๆ นะคะ) แต่ก็นั่นล่ะค่ะ แชทมากไปก็ไม่ดี ก็รู้อยู่ แชทพอให้หายเครียดก็คงเป็นทางสายกลางที่น่าจะทำนะคะ.. เอ๊า มาดูกัน ว่ามีเทคนิคอะไรน่าสนใจบ้าง
1.ต้องเลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกสร้างบรรยากาศที่ไม่ใช่การเตรียมสอบ เลิก chat ตอนดึกๆ เลิกเม้าท์โทรศัพท์นานๆ ตัดทุกอย่างออกไป ปลีกวิเวกได้เลย ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้อย่าคิดเลยว่าจะสอบผ่าน ฝันไปเถอะ
2.ตัดสินใจให้เด็ดขาด ว่าต่อไปนี้จะทำเพื่ออนาคตตัวเอง บอกเพื่อน บอกพ่อแม่ บอกทุกคนว่า อย่ารบกวน ขอเวลาส่วนตัว จะเปลี่ยนชีวิต จะกำหนดชีวิตตัวเอง จะกำหนดอนาคตตัวเอง เพราะเราต้องการมีอนาคตที่กำหนดได้ด้วยตัวเอง ใช่หรือไม่
3.ถ้าทำ 2 ข้อไม่ได้ อย่าทำข้อนี้ เพราะข้อนี้คือ ให้เขียนอนาคตตัวเองไว้เลยว่า จบแล้วจะเป็นอะไร เช่น จะเรียนพยาบาล ก็เขียนป้ายตัวใหญ่ๆ ติดไว้ข้างห้อง มองเห็นตลอดเลยว่า “เราจะเป็นพยาบาล” อะไรทำนองนี้ เพื่อสร้างเป้าหมายให้ชัดเจน
4.เตรียมตัว สรรหาหนังสือ หาอาจารย์ติว หาเพื่อนคนเก่งๆ บอกกับเค้าว่าช่วยเป็นกำลังใจให้เราหน่อย ช่วยเหลือเราหน่อย หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ เตรียมห้องอ่านหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ให้พร้อม
5.เริ่มลงมืออ่านหนังสือ เริ่มจากวิชาที่ชอบ เรื่องที่ถนัดก่อน ทำข้อสอบไปด้วย ทำแบบฝึกหัดจากง่ายไปยาก ค่อยๆ ทำ ถ้าท้อก็ให้ลืมตาดูป้าย ดูรูปอนาคตของตัวเอง ต้องลงมืออ่านอย่างจริงจัง อย่างน้อยวันละ 10 ชั่วโมง แล้วจะทำได้ไง วิธีการคือ อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส อ่านทุกครั้งที่มีโอกาส หนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที อย่าปล่อยให้ว่างจนไม่รู้จะทำอะไร ที่สำคัญอ่านแล้วต้องมีโน้ตเสมอ ห้ามนอนอ่าน ห้ามกินขนม ห้ามฟังเพลง ห้ามดูทีวี ห้ามดูละคร ดูหนัง อ่านอย่างเดียว ทำอย่างจริงจัง
6.ข้อนี้สำคัญมาก หากท้อให้มองภาพอนาคตของตัวเองไว้เสมอ ย้ำกับตัวเองว่า “เราต้องกำหนดอนาคตของตัวเอง ไม่มีใคร กำหนดให้เรา เราต้องทำได้ เพราะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้” ให้กำลังใจกับตัวเองอยู่เสมอ บอกกับตัวเองอย่างนี้ทุกวัน หากท้อ ขอให้นึกว่า อย่างน้อยก็มีผู้เขียนบทความนี้เป็นกำลังใจให้น้องๆ เสมอ นึกถึงภาพวันที่เรารับปริญญา วันที่เราและครอบครัวจะมีความสุข วันที่คุณพ่อคุณแม่จะดีใจที่สุดในชีวิต ต่อไปนี้ต้องทำเพื่อท่านบ้าง อย่าเห็นแก่ตัว อย่าขี้เกียจ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เลิกนิสัยเดิมๆ เสียที
5555555555 คิสว่าจะทำกันได้สักกี่ข้อเนี่ยยย อิอิ ที่แน่ๆ เคลียร์สัมมนาให้ผ่านกันก่อน
Credit : http://webboard.yenta4.com/topic/211543