วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Computer System


ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System)



ระบบ (System) คือกลุ่มขององค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กันและทำงานร่วมกัน ซึ่งระบบคอมพิวเตอร์จะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ
1.ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
2.ซอฟต์แวร์ (Software)
3.บุคลากร (Peopleware)



ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็นส่วนประกอบดังนี้หน่วยรับข้อมูล หน่วยประมวลผล หน่วยแสดงผล

1. หน่วยรับข้อมูล (Input unit) เป็นอุปกรณ์รับเข้า ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รับเข้าที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ คือ แป้นพิมพ์ ( Keyboard ) และเมาส์ ( Mouse) นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์รับเข้าอื่น ๆ อีก ได้แก่ สแกนเนอร์ ( Scanner), วีดีโอคาเมรา (Video Camera), ไมโครโฟน (Microphone),ทัชสกรีน (Touch screen), แทร็คบอล (Trackball), ดิจิตเซอร์ เทเบิ้ล แอนด์ ครอสแชร์ (Digiter tablet and crosshair)

2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) หรือเรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า CPU ซึ่งถือว่าเป็นสมองของระบบคอมพิวเตอร์ มีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน คือ หน่วยควบคุม หน่วยคำนวณ
2.1หน่วยควบคุม (Control Unit หรือ CU) ทำหน้าที่ควบคุมลำดับขั้นตอนการทำงานของหน่วยรับข้อมูล หน่วยแสดงผล หน่วยคำนวณและหน่วยตรรก หน่วยความจำและแปลคำสั่ง
2.2หน่วยคำนวณและตรรก (Arithmetic and Logic Unit หรือ ALU) ทำหน้าที่ในการคำนวณหาตัวเลข เช่น การบวก ลบ การเปรียบเทียบ
2.3หน่วยความจำ เป็นอุปกรณ์ใช้เก็บโปรแกรมและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล
3. หน่วยความจำภายใน (Primary Storage Section หรือ Memory) เป็นหน่วยความจำที่อยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถติดต่อกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้โดยตรง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
3.1หน่วยความจำภายใน
-หน่วยความจำแบบแรม (Random Access Memory หรือ Ram) เป็นหน่วยความจำชั่วคราว ที่ใช้สำหรับเก็บโปรแกรมที่กำลังใช้งานอยู่ขณะนั้น มีความจุของหน่วยเก็บข้อมูลไม่เกิน 640 KB คือผู้ใช้สามารถเขียนหรือลบไปได้ตลอดเวลา ถ้าหากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์หรือไฟฟ้าดับ จะมีผลทำให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เก็บไว้สูญหายไปหมด และไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้

-หน่วยความจำแบบรอม (Read Only Memory หรือ Rom) เป็นหน่วยความจำถาวร ที่สามารถอ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ ถึงแม้ว่าจะปิดเครื่องหรือไฟฟ้าดับ ข้อมูลที่เก็บไว้จะยังคงอยู่
3.2หน่วยความจำสำรอง ได้แก่ เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก แผ่นดิสก์ (Diskett) CD-ROM

ฮาร์ดดิสก์ ( Hard Disk ) เป็นจานแม่เหล็กชนิดแข็ง ชนิดติดแน่นไม่มีการเคลื่อนที่ สามารถบรรจุข้อมูลได้จำนวนมาก

Data Rate หมายถึง ความเร็วในการอ่านข้อมูลจากดิสก์ไปสู่สมองของเครื่องคอมพิวเตอร์ (หรือมีความเร็วในการนำข้อมูลมาจากสมองเครื่องไปบันทึกลงบนดิสก์) มีหน่วยวัดเป็น จำนวนไบต์ต่อวินาที ( Bytes Per Second หรือ bps )

หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือใช้เก็บผลลัพธ์เพื่อนำไปใช้ภายหลัง ได้แก่ จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์ส่งออกมากที่สุด เครื่องพิมพ์ (Printer)


ซอฟแวร์ (Software) หมายถึง โปรแกรมชุดคำสั่งที่เขียนให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปฏิบัติตาม ซึ่งมี 2ประเภท คือ
1. ซอฟแวร์ควบคุมระบบ (System Software) คือ ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ เป็นสื่อกลางระหว่างโปรแกรมประยุกต์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยในการจัดการทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ ได้แก่ โปรแกรมควบคุมเครื่อง ระบบปฏิบัติการ เช่น DOS, Windows, Os/2, Unix
2. ซอฟแวร์ประยุกต์ (Application Software) คือ ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการ ได้แก่ โปรแกรมสำเร็จรูปต่าง ๆ


บุคลากร (Peopleware) หมายถึง บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ในการใช้และดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น นักเขียนโปรแกรม (Programmer) นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) เป็นต้น

ps. เอาหล่ะ.. ที่เอาบทความนี้มาให้อ่าน เพื่อนๆพอจะจำวิชา Com sys AJ.อำนวยกันได้ไหม๊ ฮ่าๆ ก็เอามาให้อ่านกันเผื่อจะรื้อฟื้นความทรงจำในสมัยเยาว์วัย เรื่องนี้อาจจะดูว่ามันเป็นอะไรที่เบสิก แต่ตราบใดที่เรายังคงต้องทำงานเรียนรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เราก็จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในระบบพื้นฐานให้ดีเสียก่อน
Credit : http://www.chandra.ac.th/office/ict/document/it/it01/com_06.htm


สุภาวดี (ฝ้าย)

Hybrid Car

Hybrid car คือ รถที่มีแหล่งกำเนิดของพลังงานมากกว่า 1 แห่ง หรือ รถที่เกิดจากความพยายามในการรวมข้อดีและแหล่งพลังงานแต่ละชนิดเข้าด้วยกัน และหลีกเลี่ยง หรือ ขจัดข้อเสียของแต่ละพลังงานออกไป ซึ่งรถ Hybrid แต่ละประเภทแตกต่างกันอยู่บ้างเช่น ประเภทที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์ประเภทเผาไหม้ภายใน หรือ ใช้เครื่องยนต์กับล้อช่วยแรง หรือ มอเตอร์ไฟฟ้ากับล้อช่วยแรง หรือกังหันแก๊สกับล้อช่วยแรง เป็นต้น

ปัจจุบัน รถยนต์ของโตโยต้า ที่ได้ถูกผลิตขึ้นนั้น มีด้วยกันหลายรุ่นที่เป็นรถยนต์ Hybrid ได้แก่ รุ่น Prius, Estima, Crown, Alphard, Rx400h, Highlander, Gs450h, Camry Hv เป็นต้น และรุ่นที่ได้กล่าวมานั้น เป็นรุ่นที่ใช้ระบบ Hybrid ประกอบไปด้วย เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน และมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นกำลังในการขับเคลื่อน โดยที่แหล่งพลังงานทั้งสองจะถูกเก็บไว้ในรถยนต์คันนั้นๆ เลย ดังนี้

- น้ำมันเชื้อเพลิงถูกเก็บไว้ในถังน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน
- กระแสไฟฟ้า ถูกเก็บไว้ในชุดแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงของรถ Hybrid สำหรับมอเตอร์ไฟฟ้า

ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ จากการผสมผสานระหว่างแหล่งพลังงานทั้งสอง นี้จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและลดมลพิษได้ดียิ่งขึ้น สภาวะเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันจะจ่ายกำลัง(ขับ) ให้เจนเนอร์เรเตอร์(ตัวปั่นไฟ) เพื่อชาร์จชุดแบตเตอรี่สำหรับเอาไว้ใช้งานอีกด้วย ซึ่งแตกต่างกับรถยนต์ที่ใช้แต่พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว จึงไม่จำเป็นต้องชาร์จจากแหล่งจ่ายไฟอื่น

สำหรับรถยนต์ Hybrid ของโตโยต้านั้น จะใช้แหล่งพลังงานจากหนึ่งแหล่งหรือสองแหล่งนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหรือ ความต้องการขณะนั้นและสภาวะของการขับขี่ ดังพอที่จะแสดงให้เห็นการทำงานได้พอสังเขป ดังนี้

1. ในการออกตัวที่ความเร็วต่ำ มอเตอร์ไฟฟ้า จะเป็นตัวจ่ายกำลังให้กับรถยนต์ โดยที่เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจะไม่ทำงาน
2. ในขณะขับขี่ที่สภาวะปกติ เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจะเป็นตัวจ่ายกำลังให้กับรถยนต์เป็นหลักพร้อมกับทำการชาร์จให้กับชุดแบตเตอรี่ด้วย
3. ในขณะเหยียบคันเร่งสุด เช่น ในเวลาขับขึ้นเนินเขา จะใช้เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวจ่ายกำลังให้กับรถยนต์
4. ในขณะลดความเร็ว เช่น ในเวลาเบรกรถยนต์จะนำพลังงานจลน์จากล้อกลับมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อทำการชาร์จชุดแบตเตอรี่
5. ในขณะที่รถจอด เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและมอเตอร์ไฟฟ้า จะหยุดทำงาน แต่ตัวรถและระบบอื่นยังคงทำงานต่อ เช่น ระบบปรับอากาศ, เครื่องเสียง, ไฟต่างๆ เป็นต้น

ข้อได้เปรียบของระบบไฮบริด

- ประหยัดน้ำมัน เพราะเครื่องยนต์ไม่ทำงาน
- ออกตัวดี ด้วยแรงบิดสูงสุดของมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น
- ไม่มีมลภาวะเสียงและไอเสีย เพราะเครื่องยนต์ไม่ทำงาน
- ประหยัดน้ำมันกว่ารถยนต์ในรุ่นเทียบเท่ากัน
- ลดการสูญเสียพลังงาน- มลภาวะต่ำทั้งเสียงและไอเสีย
- อัตราเร่งสุด
- ปลอดภัยในการเร่งแซง
- เก็บพลังงานที่ปกติจะสูญเสียไป ไว้ในแบตเตอรี่
- ลดมลภาวะจากไอเสีย เพราะเครื่องยนต์ไม่ทำงาน
- เสียงเงียบ
- ประหยัดน้ำมัน เพราะเครื่องยนต์ไม่ทำงาน
- ไม่มีมลภาวะจากเสียงและไอเสีย











และที่กล่าวมานั้นเป็นการพัฒนาไปอีกขั้นของโตโยต้า จะเห็นได้ว่าทางโตโยต้าห่วงใยในเรื่องของพลังงานและสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าปัจจุบันราคาจำหน่ายจะค่อนข้างสูง แต่ถ้าอนาคตมีความต้องการที่มากขึ้นก็อาจจะมีราคาถูกลง ซึ่งรถยนต์ Hybrid ในประเทศไทยนั้นเป็นการนำเข้ามาจำหน่ายทั้งหมด มิได้ประกอบภายในประเทศ ดังนั้น เรื่องของราคาจึงมีผลต่อความนิยม หรือ ความต้องการนั่นเอง

ที่มา : http://www.phithan-toyota.com/th/categoryarticle.php?article_id=563&category_id=2&r=1

จะเห็นได้ว่า Hybrid Car ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ถ้าคุณต้องการที่จะประหยัดค่าใช่จ่ายในการเติมน้ำมันรถยนต์


วิภารัตน์ (แหม่ม)

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

show ห่วย

เหตุที่คำคำนี้มาเป็นที่สนใจในช่วงนี้ เพราะมีการเรียกร้องของบุคคลที่ทำธุรกิจประเภทร้านค้าขายของเล็กๆ น้อยๆ สารพัด (หรือจิปาถะ) กับกลุ่มพ่อค้าขายปลีกในเมืองไทยมีความสนใจร่วมกันว่า การค้าการขายของประเภทร้านขายปลีกเล็กๆ น้อยๆ นี้ ได้รับความกระทบกระเทือนจากการที่บริษัทขายปลีกใหญ่ข้ามชาติเข้ามาตั้งสาขาในประเทศมากขึ้น

บริษัทขายปลีกใหญ่ๆ ที่ว่า เขายกตัวอย่างเช่น ห้างโลตัส ห้างคาร์ฟู และที่กำลังจะมาในอนาคตอันใกล้คือ วอลมาร์ต ฯลฯ

บริษัทค้าปลีกสาขาต่างชาติเหล่านี้เป็นบริษัทที่มีเงินทุนมาก สามารถตั้งห้างขายสรรพสินค้าใหญ่โต สามารถรับสินค้าจากร้านขายส่งในจำนวนมากๆ แล้วมาขายปลีกในราคาที่ต่ำมาก

ยิ่งกว่านั้น ห้างสรรพสินค้าขายปลีกใหญ่ๆ เหล่านี้ยังสามารถเปิดขายดึก บางสาขาขายถึง ๓ ทุ่ม หรือ ๖ ทุ่ม บางแห่งอาจขายตลอด ๒๔ ชั่วโมง จึงเป็นผลกระทบต่อร้านขายปลีกเล็กๆ ที่คนไทย คนจีนที่มีทุนน้อยๆ เปิดขายกันมาก่อน จนบางร้านต้องปิดไปเพราะขายสู้ห้างใหญ่ๆ ไม่ได้




ในแง่ภาษา คำว่า “โชห่วย” เป็นคำที่เข้ามาในเมืองไทยนานแล้ว เพราะคนจีนเก่าๆ ที่หอบ “เสื่อผืนหมอนใบ” หนีความยากจนในการครองชีพ เสี่ยงตายข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากเมืองจีน คนจีนนั้นเป็นคนขยันและมีความเฉลียวฉลาดอดทน การเปิดขายของเล็กๆ น้อยๆ เป็นร้านเล็กๆ ประเภทเอากำไรแต่น้อย แต่ขายได้มากจึงยังชีพอยู่ได้

บัดนี้คงจีนประเภทเสื่อผืนหมอนใบนั้นกลายเป็น “เถ้าแก่” “อาเสี่ย” หรือมหาเศรษฐีไปหมดแล้ว เหลืออาชีพตั้งร้านขายของเล็กๆ น้อยๆ ให้คนไทยผู้ยากจนดำเนินตาม อย่างตามมีตามเกิด และกำลังตายไปทีละร้านสองร้าน เกือบจะสูญพันธุ์ไปในไม่ช้า

ที่เสียงร้องดังขึ้นมาก็เพราะ นายห้างค้าปลีกของคนไทยเชื้อสายจีนเกิดได้รับความกระทบกระเทือน จึงต้องทำเรื่องให้โด่งดังขึ้นมา เพื่อเรียกร้องให้คนไทยซึ่งเป็นคนเบี้ยน้อยหอยน้อยตาดำๆ ได้ตระหนักและหันมาสนใจร้าน “โชห่วย” ที่ทำมาหากินกันมานานด้วยอัธยาศัยไมตรีแต่เดิมอีกครั้ง

ที่ “โชห่วย” นั้นเป็นคำที่ใช้พูดๆ กัน ก็คงจะเรียกทับศัพท์ตามคนจีนเก่าที่นำเข้ามา คำนี้ไม่ปรากฏใน “พจนานุกรม” ฉบับราชบัณฑิตยสถาน และฉบับที่ “ลอก” เลียนอื่นๆ

หากปรากฏใน “พจนานุกรมนอกราชบัณฑิตยสถาน” ของสำนักพิมพ์ “มติชน” ซึ่งพิมพ์ครั้งแรก กันยายน ๒๕๔๓ นี้ โดยให้คำอธิบายว่า “โชห่วย-น. ของชำ, ว. ร้านขายของชำ” จึงเป็นคำที่คนไทยเชื้อสายจีนยุคใหม่ไม่รู้จัก ต้องมาถามลูกชาวบ้านอย่าง “สุดสงวน” ว่าหมายถึงอะไร และคำไทยมีใช้หรือไม่
“สุดสงวน” จึงตอบว่า คำที่คนไทยพื้นๆ ทั่วๆ ไปใช้ก็คือ “ของชำ ร้านขายของชำ” คำนี้เยาวชนยุคใหม่ ไม่ว่าลูกไทย ลูกจีนฟังแล้วดูงงๆ เพราะเขารู้จักแต่ห้างสรรพสินค้า ร้านฟาสต์ฟูด (ความจริงน่าจะเขียน “ฟาสต์ฟู้ด”) ฯลฯ อย่างมากที่รู้ก็คือร้านท็อป หรือ เซเว่น-อีเลฟเว่น” หรือ “บิ๊กซี” ซึ่งล้วนแต่มีชื่อเป็นภาษาต่างด้าวทั้งนั้น

นอกจากนั้นแล้ว “ชำ” ยังหมายถึง “ชื่อคำไทยที่ว่า “ชำ” นั้นนอกจากเป็นคำกริยาที่หมายถึง “เอากิ่งไม้ที่ตัดหรือตอนมาปักดินไว้ที่ที่ดินแฉะ หรือมาแช่น้ำหรือฝังชั่วคราวในดินทรายชุ่มๆ เพื่อให้รากงอกอย่างที่เราเรียก “ถั่วงอก “) ร้านหรือเรือขายสินค้าของแท้ต่างๆ ที่เป็นเครื่องอาหาร เป็นต้น” แล้วยกตัวอย่างว่า “ร้านชำ” หรือ “เรือชำ”

นั่นคือสภาพเดียวกับที่โด่งดังในช่วงนี้ด้วยคำว่า “โชห่วย” แล้วนักสื่อสารมวลชนยุคใหม่ไม่รู้จัก ต้องเขียนเป็น “โชว์ห่วย” เพราะคนยุคใหม่มักคุ้นกับภาษาสากล “Show” ซึ่งเราเอามาใช้ในภาษามากๆ เช่น ในรายการโทรทัศน์ มี “โชว์” ต่างๆ มากมาย แม้ใน “ทไวไลท์โชว์” ของคุณไตรภพ ลิมปพัทธ์ แห่งโทรทัศน์ช่อง ๓ ก็มีย่อยลงไปเป็น “โชว์อ๊อฟ” (ซึ่งหมายความในภาษาอังกฤษจริงๆ เขานึกไปในอารมณ์ที่ไม่น่าชื่นชมนัก มักมองคนที่ชอบ “Showofff” ในทำนอง “ชี้โอ่ ชอบโอ้อวด” มากกว่าว่าเป็น “การแสดงออกซึ่งความสามารถ” ตามความตั้งใจของคนตั้งชื่อ)

นอกจากนั้นก็มีช่วง “talkshow” หรือ “ทอล์คโชว์” ซึ่งเป็นการสนทนากับแขกรับเชิญมาร่วมรายการ ซึ่งนักสื่อสารมวลชนบางท่านเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า คนพูดหรือแสดงประกอบการพูดอย่าง “เดี่ยวไมโครโฟน” ของ โน้ส (อุดม แต้พานิช) คือ พูดจาแสดงความเฉียบแหลมและขำขันอย่างที่ อาจารย์จตุพล ชมพูนิช อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ อาจารย์วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์ อาจารย์พนม ปีเจริญ อาจารย์อภิชาติ ดำดี ฯลฯ ทำกันนั้นก็อยู่ในข่าย “ทอล์คโชว์” เหมือนกัน

ด้วยคำว่า “โชว์” ของฝรั่งมามีอิทธิพลต่อคนไทยยุคใหม่นี้เอง คำในหนังสือพิมพ์ปัจจุบันจึงกลายเป็น “โชว์ห่วย” ไปด้วยประการฉะนี้

แต่เป็นคำที่น่ารังเกียจ เพราะคำว่า “โชว์” หมายถึง “การแสดง” แล้วคำว่า “ห่วย” ก็เป็นคำสแลงยุคใหม่ซึ่งมีความหมายว่า “ไม่ดี แย่” อะไรทำนองนี้

ดังนั้น เมื่อรวมกันแล้ว “โชว์ห่วย” ก็เป็นคำที่มีความหมายไม่ดี

แต่ก็คงจะเข้ากับลักษณะการแสดงต่างๆ ของรายการทางวิทยุและโทรทัศน์ในปัจจุบันมากกว่าคำที่ควรเขียน “โชห่วย” ซึ่งเป็นคำมาจากภาษาจีนดั้งเดิม และ “สุดสงวน” เข้าใจว่าผู้อ่าน “สกุลไทย” คงมีวุฒิภาวะและวิจารณญาณดีพอที่จะเลือกว่าควรเขียน “โชห่วย” หรือ “โชว์ห่วย” ดีกว่ากัน

แต่ถ้าจะให้ฟังเป็นไทยๆ ดีก็ควรจะเรียกว่า “ร้านขายของชำ” หรือ “ร้านชำ” นั่นแหละดีแน่ เพราะเป็นคำไทยมาแต่สมัยบรรพกาล

credit: นิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ 2448 ปีที่ 47 ประจำวันอังคารที่ 18 กันยายน 2544 คอลัมภ์สุดสงวน

"ร้านโชห่วยในประเทศไทยมีมานานมากแล้ว ถือได้ว่าเป็นธุรกิจ SME ประเภทแรกที่ถือกำเนิดขึ้นเลยก็ว่าได้ แต่เมื่อโลกของเราเข้าสู่ยุคทุนนิยม ทุนต่างชาติก็ได้เข้ามาแข่งขันกับคนไทย จนทำให้โชห่วยไทยแทบจะเอาตัวไม่ร้อน เนื่องจากว่าเขามีทั้งเงินทุน ทั้งเทคโนโลยี แล้วเราควรจะทำอย่างไรเพื่อที่จะให้โชห่วยไทยแข่งขันกับต่างชาติได้ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า อย่างแรกวรจะต้องมีการตกแต่งร้านใหม่ให้ดูน่าเข้า สองมีการบริหารจัดการที่ดี เพื่อไม่ให้มีของเก่าหมดอายุฯ และสามควรเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมเข้ามาใช้งาน ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้าน คุณจะทำอย่างไร"
abearo_MIE

ประหยัดโดยใช้ฮาร์ดดิสก์ให้คุ้มค่า

อยาก ให้เครื่องทำงาน รวดเร็วทันใจคุณต้องมีที่ว่างในฮาร์ดดิสก์เยอะๆ เพราะวินโดวส์ต้องการทดข้อมูลจากหน่วยความจำลงฮาร์ดดิสก์เป็นระยะๆ ถ้าไดร์ฟซีมีที่ว่างเหลือนิดเดียวคงไม่สวยแน่ ช่วงเงินฝืดแบบนี้อย่าเพิ่งรีบควักเงินไปซื้อฮาร์ดดิสก์ใหม่ ลองทำตามคำแนะนำในบทความนี้ก่อน คุณอาจจะได้เนื้อที่เก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวก็เป็นได้

สำหรับ ผู้ที่เพิ่งจะซื้อฮาร์ดดิสก์มาใหม่ เป็นฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่มาก และกำลังคิดว่าใช้ไปอีกชาติหนึ่งก็ไม่มีทางเต็ม ผมให้แค่ปีเดียว คุณจะพบว่าตัวเองเกิดกลุ้มใจว้าวุ่น คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรให้มีที่ว่างเพียงพอ สำหรับใส่โปรแกรมและข้อมูลที่มาใหม่ ขอบอกเลยว่านี่คือสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิตรรักผู้ชอบโฉบเฉี่ยวในอินเทอร์เน็ต นักดาวน์โหลด คอเกม และผู้ทำงานกับภาพและเสียง (อย่างผม)
ฮาร์ดดิสก์ ราคาไม่ใช่ถูกๆ ฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุและความเร็วที่เราต้องการ มักจะมีราคาประมาณสี่พันกว่าบาทเสมอ แพงกว่าเมนบอร์ดหรือซีพียูเสียอีก ดังนั้นเรามาหาวิธีใช้ฮาร์ดดิสก์ให้คุ้มค่าคุ้มราคากันดีกว่า ทำตามเกร็ดที่ผมจะแนะนำในบทความนี้ รับรองว่าคุณจะได้ที่ว่างในฮาร์ดดิสก์เพิ่มขึ้น ถ้าทำอย่างสม่ำเสมอคุณจะสามารถใช้ฮาร์ดดิสก์ที่มีอยู่ได้อีกเป็นปี ต่อไปนี้เป็นมาตราการณ์จัดการฮาร์ดดิสก์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

1.จัดระบบแฟ้มข้อมูลให้ดี

2. แบ่งพาร์ติชัน

3.ก็อปปี้ใส่แผ่นซีดี

4.วิ่งโปรแกรม Scandisk บ่อยๆ

5.เรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์เดือนละหน

6.ล้างรีไซเคิลบิน

7.ล้างอินเทอร์เน็ตแคช

8.กำจัดปลั๊กอิน

9.ล้างประวัติการท่องเว็บ

10.ค้นหาและทำลายแฟ้มขยะ

11.ลบฟอนต์ที่ไม่จำเป็น

12.ใชู้ทิลิตีบีบข้อมูล

13.บำรุงฮาร์ดดิสก์ด้วย System Mechanic

ข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของ www.school.net.th และ วิชาการ.คอม

ความแตกต่างระหว่างSystem Analyst กับ Business Analyst

สวัสดีอาจารย์จงและเพื่อนๆทุกคนคับ

ผมเพิ่งเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกที่จะร่วมเรียน SA กับเพื่อนๆทุกคน เมื่อเร็วๆนี้เอง


ก่อนหน้านี้ก็ไม่รู้เรื่องหรอกครับ ว่าSA คืออะไร เลยไม่ได้สนใจวิชานี้เลยแต่ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากเรียนกับเพื่อนๆนั่นเองบวกกับอาจารย์จงดูใจดีจัง และผมว่าวิธีแลกเปลี่ยนความรู้แบบนี้ ก็น่าสนใจดีเหมือนกันนะเนี่ย ดูไม่เครียดดี การใช้วิธีใหม่ๆจะทำให้เรามีความรู้สึกสนใจกะเนื้อหามากขึ้นเหมือนกับว่าเมื่อมีอะไรแปลกใหม่เกิดขึ้นๆทุกๆคนก็จะให้ความสนใจกับสิ่งๆนั้น
ดังนั้นผมจึงต้องเรียน SA มั่งซะแล้ว ฮ่าๆ ยังไงก็ฝากตัวกับเพื่อนๆและอาจารย์ด้วยนะคับ


โม้ซะเหลือเกิน มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าคับ ฮ่าๆ
วันนี้ผมคิดว่าจะนำความแตกต่างของSystem Analyst และ Business Analyst มา Post ให้อ่านกันนะคับเพราะว่าในความเป็นจริงนั้น System Analyst และ Business Analyst แตกต่างกัน แต่ว่าบริษัทแต่ละแห่งมีการใช้งานตำแหน่ง SA แบบต่างๆกันออกไป ขึ้นอยู่กับบริษัทนั้นๆว่าเขาจะกำหนดการทำงานไว้อย่างไร

ตามปกติแล้ว Daigram คร่าวๆ จะเป็นอย่างนี้นะคับ ลูกค้า หรือ Users <-> Business Analyst <-> System Analyst <-> Developer - Programmers


1.Business Analyst ควรจะมีความรู้ความเข้าใจทั้งทางเทคนิค (หมายถึงงานคอม) และธุรกิจ แต่ออกจะหนักเรื่องธุรกิจมากกว่านิดนึงเพราะต้องคุยกับคนในโลกธุรกิจ เป็นงานกึ่งๆ ประสานงานระหว่างลูกค้า ที่มีแนวโน้มว่าจะไม่เข้าใจในเรื่องเทคนิคมากนัก แต่ก็มีงานวิเคราะห์ด้วยเช่นกัน เพราะต้องแปลงความเป็นไปได้ทางธุรกิจให้เป็นงานเทคนิคแบบคร่าวๆ เพื่อสร้างความเป็นไปได้ทางเทคนิคให้สอดคล้องกัน อาจต้องสร้างระบบในภาพใหญ่ๆ กว้างๆ เป็นกรอบงาน ถ้าให้พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้แปลงสาร จากภาษาธุรกิจเป็นภาษาดิจิตอล ถ้าเป็นงานคอม น่าจะเป็นตัวแปลงสารหรือ requirement ให้เป็นรหัสดิจิตอล 010101 งานนี้อาจเกี่ยวข้องกับงานด้านการเงินด้วย เพราะต้องเป็นคนวางบิลค่าบริการกับลูกค้า ก่อนรับงานอาจจะต้องประเมินคร่าวๆ ว่าคุ้มกับการลงทุนที่จะรับงานนั้นๆ ไหมด้วย และอาจต้องกึ่งๆ เซลเล็กน้อย เพราะต้องทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจในงานของเราด้วย


2.System Analyst ควรมีความรู้ความเข้าใจทางเทคนิคจริงๆ เพราะจะเป็นผู้วางระบบในภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้สอดประสานทำงานทางธุรกิจที่ลูกค้าต้องการได้สำเร็จ

System Analyst จะต้องเข้าใจ Requirement ในระดับที่สามารถออกแบบระบบ หรือ ส่วนใหญ่กระบวนทางธุรกิจก็มักจะหมายถึง Table ใน Database รวมไปถึงสามารถอธิบาย Business Flow ให้แก่Developer ทำโปรแกรมออกมาให้ตาม Requirement ของลูกค้าเข้าใจว่างานหลักๆคือเน้นการสร้างระบบดังนั้นจึงต้องมีความรู้ด้าน Program ด้วย มิฉะนั้น จะคุยกะโปรแกรมเมอร์ไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนพูดกันคนละภาษาและในขณะเดียวกันอาจโดนเกณฑ์ไป coding ได้ถ้าโปรเจคไม่เสร็จ

นอกจากนี้ถ้ามีความรู้ความเข้าใจทางด้านธุรกิจด้วยจะยิ่งดี (ในความเป็นจริงบางบริษัทต้องการให้คนที่ทำด้านนี้ ขยับไปควบงาน Business Analyst ด้วย เรียกได้ว่าต้องการคนที่เป็นแบบ All-in-One)



เป็นอย่างไรบ้างครับ ข้อมูลเหล่านี้คงทำให้เพื่อนๆเข้าใจความสัมพันธ์ของ SA กับธุรกิจมากขึ้นบ้างใช่ไหมคับ โฮะ โฮะ

ที่มา http://topicstock.pantip.com/silom/topicstock/2009/04/B7738864/B7738864.html

ณัฐพล (โอ๊ค)

Job Description ของนักวิเคราะห์ระบบ

สวัสดีอาจารย์จงและเพื่อนๆทุกคนค่ะ

ยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนวิชานี้และแชร์ความรู้ต่างๆร่วมกับเพื่อนๆและอาจารย์จงนะคะ





เนื่องจากว่าตำแหน่ง System Analyis กำลัง เป็นที่สนใจ ซึ่งหลายคนที่เรียนวิชานี้คงจะรู้สึกสนใจเกี่ยวกับ SA แต่เชื่ออาจมีหลายๆคน ยังมองเห็นภาพเกี่ยวกับหน้าที่การงานของ SA ไม่ชัดเจนอยู่ใช่ไหมคะ



วันนี้ดิฉันจึงอยากนำ Job Describtion ของ SA มาเสนอให้เพื่อนๆได้อ่านกัน เผื่อว่ามีคนที่สนใจในรายละเอียดของตำแหน่งนี้จะได้นำไปประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับตัวเราในอนาคตได้ เมื่อเพื่อนๆได้อ่านแล้วอาจจะเห็นว่า SA นั้นเหมาะสมกับตัวเราก็ได้นะคะ ว่าแล้วมาดูกันเลยดีกว่าค่ะ






Job Description


ตำแหน่งงาน : นักวิเคราะห์ระบบ




รายละเอียดของงาน :


1. รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาระบบงานข้อมูล (INFORMATION SYSTEM) รับผิดชอบในการศึกษาถึงปัญหาและความต้องการของธุรกิจ เพื่อที่จะหาทางนำเอาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ วิธีการทางธุรกิจ รวมถึงบุคลากรต่างๆ มาใช้ในการพัฒนาเพื่อหาทางแก้ไขซึ่งปัญหา และบรรลุถึงความต้องการของธุรกิจนั้นๆ


2. ดีไซต์และจัดวางระบบฐานข้อมูล รวมทั้งการติดตั้งด้วย


3. ให้คำแนะนำและอบรมทั้งทางด้านเอกสารและการพบปะพูดจา หรือสัมมนาในหัวข้อของระบบงาน




ความรับผิดชอบ :


1. วิเคราะห์และประเมินผล เพื่อหาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ของระบบ


2. วิเคราะห์ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบธุรกิจที่เป็นอยู่


3. แจกแจงถึงสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นจะร้องพัฒนาขึ้นเพื่อใช้หรือทดแทนระบบเดิม


4. กำหนดทางเลือกต่างๆ ที่เป็นไปได้ (Altermative solution) ในการแก้ปัญหา


5. เลือกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ตามความเหมาะสม6. ดีไซน์และวางระบบงานให้คล้องจองกัน เพื่อแก้ปัญหาของธุรกิจ7. ให้คำแนะนำต่างๆ เมื่อระบบงานถูกนำมาใช้จริง




หน้าที่ :


1. จัดทำงบประมาณค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมทั้งด้านกำลังคน


2. กำหนดแผนงานและระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนาระบบงาน


3. ดำเนินการสัมภาษณ์และรวบรวมข้อมูลที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบงาน


4. จัดทำเอกสารและวิเคราะห์ระบบงานธุรกิจในปัจจุบัน


5. พัฒนาระบบงานโดยใช้เทคโนโลยีปัจจุบันเพื่อปัญหาให้แก่ธุรกิจ


6. วิเคราะห์ถึงความเหมาะสมต่างๆ ของเทคโนโลยี การปฏิบัติการ และฐานทางเศรษฐกิจ


7. ทบทวนและยื่นข้อเสนอของระบบงานเพื่อพิจารณาอนุมัติ


8. ดีไซน์และตรวจสอบความถูกต้องของระบบงาน


9. ดีไซน์แฟ้มหรือฐานข้อมูลและโครงสร้างต่างๆ ที่ใช้ในระบบ


10. ดีไซน์ลักษณะการติดต่อระหว่างผู้ใช้ระบบกับระบบงานคอมพิวเตอร์ ( USERS) กับโปรแกรมเมอร์ (PROGRAMMERS) อย่างไรก็ตามธุรกิจหรือหน่วยงานต่างๆ จึงมักจะมีความคิดที่ว่า


11. ดีไซน์วิธีการเก็บข้อมูลและเทคนิค


12. ดีไซน์ระบบรักษาความปลอดภัย และการควบคุมระบบ


13. ให้คำแนะนำทางด้านการเขียนโปรแกรมเพื่อให้ระบบดำเนินไปได้ตามเป้าหมาย


14. วางแผนงานต่างๆ เพื่อให้ระบบได้พัฒนาขึ้นใหม่ถูกนำมาใช้แทนระบบเดิมโดยให้มีความยุ่งยากน้อยที่สุด (CONVERSION PLANS)










เป็นไงกันบ้างค่ะ อ่านแล้วรู้สึกว่าค้นหาตัวเองเจอเลยใช่ไหมเอ่ย อิอิ


หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนบ้างนะคะ

ที่มาhttp://www.bcoms.net/system_analysis/lesson1.asp

มนัสนันท์ (มินต์)

แบบจำลองกระบวนการพัฒนาระบบ System Development Process Model

แบบจำลองกระบวนการพัฒนาระบบ หมายถึง การจำลองภาพของกระบวนการพัฒนาระบบ เพื่อให้เห็นถึงการจัดโครงสร้างลำดับขั้นตอนของกระบวนการในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปโดย แบบจำลองกระบวนการ เป็นการนำเสนอกระบวนการพัฒนาระบบในแบบนามธรรม ดังนั้น รายละเอียดของกระบวนการพัฒนาที่ปรากฎในแบบจำลองกระบวนการจึงเป็นรายละเอียดเพียง บางส่วนเท่านั้น
แบบจำลองกระบวนการพัฒนา คือ แนวคิด ซึ่งใช้เป็นกรอบของขั้นตอนและแบบแผนสำหรับการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาระบบด้านต่างๆ
แบบจำลองการพัฒนา ควรเป็น อิสระ ต่อวิธีการที่จะใช้พัฒนาระบบ ตลอดจนเทคนิคและเครื่องมือที่จะใช้พัฒนาระบบ
รูปแบบทั่วไปของโมเดลกระบวนการพัฒนา
-Waterfall Model
- Iterative and Incremental Model
- Evolutionary Model
- Reused-Oriented Model
ผมขอยกตัวอย่าง แบบจำลองกระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศในรูปแบบ Waterfall Model


Waterfall Model เป็นแบบจำลองกระบวนการพัฒนาระบบแบบดั่งเดิม โดยมีแนวคิดว่ากิจกรรมหนึ่งจะเริ่มต้นดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อกิจกรรมก่อนหน้าได้ทำเสร็จสิ้นสมบูรณแล้วในปัจจุบันนักพัฒนาระบบได้ตระหนักแล้วว่า Waterfall Model ไม่เหมาะสมกับการนำมาใช้เป็นแบบแผนของการพัฒนาระบบพัฒนาระบบอีกต่อไป เนื่องจากระบบในปัจจุบันมีความซับซ้อน นักพัฒนาระบบเองไม่สามารถตอบได้อย่างแน่นอนว่ากิจกรรมที่ได้ดำเนินการนั้นได้ทำเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วหรือยัง
ถ้านำ Product ที่ยังไม่สมบูรณ์ไปพัฒนาต่อในขั้นตอนกิจกรรมต่อไปก็จะทำให้ Product ที่จะได้จากขั้นตอนต่อไปไม่สมบูรณ์เช่นกัน เปรียบเสมือนการส่งมอบความเสี่ยงให้กันเป็นทอดๆ

คุณลักษณะของ Waterfall Model

• เป็นSeriesของขั้นตอนการทำงาน คล้ายสายงานการผลิต (Product Line)
• แต่ละขั้น หน้าที่และProduct ถูกกำหนดอย่างชัดเจน
• Product ส่วนใหญ่เป็นเอกสาร (Document)
• Productที่ผลิตในแต่ละขั้นจะเป็นพื้นฐานสำหรับงานขั้นต่อไป
• สามารถตรวจสอบความถูกต้องของงานในแต่ละขั้นได้

ข้อดีของ Waterfall Model

• แบ่งงานยากให้เป็นงานที่เล็ก ง่ายต่อการจัดการ
• มีการกำหนดProductที่ต้องส่งมอบในแต่ละงาน อย่างชัดเจน

ข้อจำกัดของ Waterfall Model

ถ้าค้นพบข้อผิดพลาดของขั้นที่เสร็จสิ้นแล้ว ไม่สามารถแก้ไขได้ การแก้ไขจำเป็นต้องเริ่มรอบ (Iteration) ใหม่ ระหว่างการทำCoding เจอข้อผิดพลาดในงานออกแบบในความเป็นจริง หลังการทำงานในแต่ละขั้นควรสามารถย้อนไปแก้ไขความผิดพลาดในขั้นใดใดก็ได้ก่อนหน้า
ดังนั้นในทางปฏิบัติ ขั้นตอนการทำงานใน Waterfall จึงไม่เป็นเชิงเส้น (Linear)

ข้อเสียหลักคือ ลูกค้าเห็นและทดลองใช้Software ก็ต่อเมื่อถึง ขั้นตอนสุดท้าย หากมีบางอย่างที่ไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า
การแก้ไขยาก แพง เสียเวลา
จากข้อมูลข้างต้นยังมีแบบจำลองกระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศอีกหลายรูปแบบ ซึ่งถ้าเพื่อนคนไหนจะเสนอรูปแบบอื่นๆอีกได้นะครับและหวังว่าเพื่อนๆจะได้รับความรู้ไม่มากก็น้อยกับเรื่องนี้ ถ้าไม่เข้าใจยังไง เดี๋ยวอาจารย์เค้าก็จะสอนเราอีกทีใช่ไหมครับ

แหล่งที่มา - cs.udru.ac.th/rewadee/download/sw.../SoftwareProcess.ppt

- learners.in.th/file/wuttipongr/DevMethodology.ppt

วรุตม์(เน)