วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

พนักงานไอทีในประเทศแอฟริกาใต้ใช้นกพิราบในการส่งข้อมูลแทนการใช้อินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์

อินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ในประเทศแอฟริกาใต้พ่ายแพ้ให้กับการส่งข้อมูลดั้งเดิมของมนุษยชาติ

รายงานข่าวจาก สำนักข่าว BBC ระบุถึงความสำเร็จในการส่งข้อมูลด้วยนกพิราบของพนักงานในอุตสาหกรรมไอทีที่ เมือง Durban ประเทศแอฟริกาใต้ โดยรายละเอียดของเนื้อข่าวได้ระบุว่าพนักงานไอทีคนที่ว่าพบเจอกับปัญหาการ เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่ล่าช้า และมีปัญหาการเชื่อมต่อของผู้บริการ (ISP) Telkom ดังนั้นเขาจึงทดลองผูกอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบพกพาขนาด 4GB ไว้กับขาของนกพิราบและทำการส่งนกตัวนั้น (ในเนื้อข่าวให้ชื่อว่า Winston) ไปพร้อมๆ กับการส่งไฟล์แบบปกติ และเมื่อเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง 8 นาที ข้อมูลที่ผูกขาเจ้า WInston ก็ได้ถึงจุดหมายและส่งผ่านเรียบร้อย ในขณะที่การส่งไฟล์ด้วยอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ ดำเนินไปได้เพียงแค่ 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แม้ในรายงานข่าวจะไม่ระบุถึงขนาดของไฟล์ข้อมูลนั้นๆ แต่ก็ได้มีข้อมูลเสริมว่าถ้าหากการเชื่อมต่ออยู่ในสถานะปกติการส่งไฟล์นั้นๆ อาจใช้เวลามากกว่านกพิราบอีกกว่าชั่วโมง โดยในเรื่องนี้ตัวแทนของ Telkom ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าบริษัทไอทีของพนักงานควรจะเพิ่มระดับของความเร็ว อินเตอร์เน็ตของตนเองให้มากกว่าเดิม

ที่มา pantip.com

ณัฐพล(ท๊อป)

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

กินไข่วันละกี่ฟองถึงจะพอดี


การไม่ทานไข่ อาจส่งผลเสียต่อเส้นประสาทสมองได้ ไข่ฟองเล็กๆ หนึ่งฟอง มีปริมาณวิตามินบี 12ซึ่งจําเป็นต่อการสร้างเยื่อหุ้มป้องกันเส้นใยประสาท

นอกจากนี้ไข่ยังดีต่อสายตาคุณ โดยเมื่อไม่นานมานี้มีผลการศึกษาจากอเมริกาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Nutrition ได้ค้นพบว่า การทานไข่อย่างน้อย 3 ฟองต่อสัปดาห์จะช่วยป้องกันภาวะสูญเสียสายตาที่มักเกิดขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้นได้ เพราะสารลูทีนและซีแซนทีน ซึ่งเป็นสารรงควัตถุในตระกูลแคโรทีนอยด์ในไข่แดงจะช่วยบํารุงจอประสาทตานั่นเอง

"ไข่เจียว" ถือเป็นยาบํารุงร่างกายได้เลย เพราะนอก จากไข่จะช่วยให้ร่างกายคุณดูดซึมแคลเซียมได้ดีแล้ว ยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน แถมปริมาณ สารซีลีเนียมและวิตามินอีในไข่ยังช่วยป้องกันโรคหัวใจ ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้คุณมีหุ่นกลมเป็นไข่อีกด้วย

ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยหลุยส์เซียนาสเตท พบว่า คนที่ทานมื้อเช้าโดยมีไข่เป็นส่วนประกอบ จะลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ไม่ทานไข่ในมื้อเช้าได้ถึง65 เปอร์เซ็นต์ เมื่อบริโภคแคลอรี่ในปริมาณที่เท่ากัน

ตามรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Clinical Nutrution ไข่ที่ให้ผลดีต่อร่างกาย อาจส่งผลร้าย ได้เหมือนกัน ถ้าคุณทานมากกว่า 1 ฟองต่อวัน ติดกันทุกวัน แต่ขณะที่การทานไข่สูงสุด 6 ฟองต่อสัปดาห์ไม่ได้ ทําให้มีอันตรายถึงชีวิต

ในทางตรงกันข้ามการทานไข่ 7 ฟองหรือมากกว่านั้นภายใน 1 สัปดาห์ จะไปเพิ่มปัจจัย เสี่ยงที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ 23 เปอร์เซ็นต์



แหล่งที่มา http://www.dek-d.com/content/lifestyle/17049/กินไข่วันละกี่ฟองถึงจะพอดี.htm

พงศธร(พง)

จับตา15กระแสใหม่ "ซูเปอร์มาร์เก็ต"แห่งอนาคต

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จะส่งผลให้ "ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งอนาคต" ซึ่งเกี่ยว ข้องกับชีวิตประจำวันของคนทั่วโลกพลิกโฉมหน้าไปทางไหน วันนี้มีข้อมูลประเมินสถานการณ์บางส่วนมาบอกต่อ!

1. ขนาดเล็กลง

ในอนาคต ขนาดซูเปอร์มาร์ เก็ต หรือห้างค้าปลีกต่างๆ จะเล็กลง และมียักษ์ใหญ่หลายเจ้าเริ่มต้นเดินตามกลยุทธ์นี้แล้ว เพื่อเจาะ กลุ่มลูกค้าให้ชัดเจนขึ้น

เช่น ห้างมาร์เก็ตไซด์ของวอล มาร์ต ห้างเดอะมาร์เก็ตของเซฟเวย์
ห้างเฟรชแอนด์อีซี่ของเทสโก้ ซึ่งเน้นขายผลิตภัณฑ์สดใหม่ รวม ถึงอาหารกล่องพร้อมรับประทาน และสินค้าเพื่อสุขภาพและเกษตรอินทรีย์

เบื้องหลังความคิดนี้เพื่อเจาะตลาดลูกค้าในกลุ่มเมืองใหญ่ที่มีประช
ากรหนาแน่น และดึงให้มาใช้บริการจับจ่ายใช้สอยทุกวัน

2. เจาะกลุ่มเชื้อชาติ

การขายของแบบจับฉ่ายอาจเพิ่มต้นทุนสูงโดยไม่จำเป็น

ซูเปอร์มาร์เก็ตในอนาคตจะเปิดเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มหนึ่งกลุ่มใดโดย
เฉพาะตามจำนวนประชากรแต่ละเชื้อชาติในชุมชนที่เพิ่มขึ้น

เช่น ในสหรัฐอเมริกา ห้างวอลมาร์ตลงทุนเปิดร้านซูเปอร์ เมอร์คาโดและพับลิกซ์เซเบอร์ วางจำหน่ายสินค้าสไตล์ละติน อเมริกาเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นข้าวปลาอาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ และมีพนักงานที่พูดภาษานั้นๆ ได้ คอยให้คำแนะนำ

3. เน้นอาหารชุด

บริการจัด "อาหารชุด" ที่มีความสดใหม่จะเพิ่มความนิยมขึ้นตามลำดับ

เหมาะสำหรับซื้อไปอุ่นรับประทานที่บ้าน ซึ่งมีสมาชิก 6 คนขึ้นไป หรือจัดปาร์ตี้เล็กๆ

และอาหารสำเร็จรูปแปลกๆ จะมีให้เห็นมากขึ้น อาทิ "ไก่กระป๋องทั้งตัว" ซึ่งต้มสุกแล้ว เปิดออกมาเทประกอบอาหารได้เลย

4. บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ

นักวิทยาศาสตร์หลายสำนักต่างให้ความสนใจพัฒนา "บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ" ซึ่งแจ้งเตือน-บอกวันหมดอายุของสินค้าข้างในได้ถูกต้อง

ในวันข้างหน้า บรรจุภัณฑ์เหล่านี้จะกลายเป็นมาตรฐานประจำซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้ผู้บริโภค

ตัวอย่างของเทคโนโลยีนี้ เช่น ปัจจุบันนักวิจัยมหาวิทยาลัยโรดส์ไอส์แลนด์ และบริษัทไซราเทคโนโลยี สหรัฐ กำลังพัฒนา "บาร์โค้ด" บนกล่องสินค้าที่จะเปลี่ยนเป็น "สีแดง" เมื่อถึงวันหมดอายุและทำให้เครื่องเก็บเงินสแกนบาร์โค้ดไม่ได้

5. รถเข็นปลอดเชื้อ

ในยุคสมัยที่ทั่วโลกสุ่มเสี่ยงต่อโรคระบาด มีธุรกิจหัวแหลมนำเสนอ นวัตกรรมใหม่แก่ผู้บริหารซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งหลาย

นั่นคือ เครื่องทำความสะอาดรถเข็น "เพียวคาร์ต ซิสเต็มส์" ซึ่งเมื่อเข็นรถเข็นผ่านเข้าไป ตัวเครื่องจะพ่นน้ำ น้ำยาเพอร็อกไซด์ และน้ำส้มสายชูอ่อนๆ เพื่อฆ่าเชื้อ

ระบบที่ว่านี้มีราคา 3.5 แสนบาท แต่ผู้ผลิตบอกว่าในระยะยาวคุ้มค่ากว่าการเสียเงินจ้างพนักงานคอยเอาน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดรถทีละคัน และช่วยทำให้สร้างความรู้สึกว่าร้านค้าใส่ใจสุขภาพลูกค้ามากขึ้น

6. สินค้าใส่ใจโลก

กระแสสินค้าพะยี่ห้อใส่ใจสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการรีไซเคิล และปลอดสารเคมี จะยิ่งได้รับความนิยม

ส่งผลให้ซูเปอร์มาร์เก็ตแต่ละค่ายต้องผลิตสินค้ากลุ่มนี้ออกมาจำหน่ายโดยเฉพาะในร้านตัวเอง

ขณะนี้ร้านเซฟเวย์ของสหรัฐ ก็จำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งน้ำยาซักผ้าสูตรธรรมชาติ และอาหารที่ผลิตตามมาตรฐานกระบวนการเกษตรอินทรีย์ เช่น ซีเรียล ซอส และขนมนมเนย

7. รถเข็นคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ พร้อมระบบ สื่อสารไร้สาย จะกลายเป็นอุปกรณ์มา
ตร ฐานที่ติดตั้งอยู่กับรถเข็น

เวลาเข็นรถผ่านล็อกต่างๆ ข้อมูลโปรโมชั่น ณ จุดนั้น เช่น สินค้าลดราคาจะปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์และกดค้นหาจุดวางสินค้า นอกจากนี้ ลูกค้ายังหยิบสินค้ามาสแกนดูราคา ตรวจสอบแหล่งที่มาวันผลิต วันหมดอายุ และรายละเอียดอื่นๆ โดยละเอียด

คอมพิวเตอร์ยังจะประมวลราคาสินค้าที่ต้องการซื้อทั้งหมด ช่วยให้ขั้นตอนจ่ายเงินรวดเร็วขึ้น

8. "อี-คูปอง"


คูปองลดแลกแจกแถมชนิดพิมพ์บนแผ่นกระดาษจะลดน้อยลง

แต่จะโผล่มาปรากฏบนหน้าจอ "โทรศัพท์มือถือ" แทน หรือเรียกว่า "อิเล็กทรอนิกส์ คูปอง" (อี-คูปอง)

เมื่อต้องการรับส่วนลดเพียงแสดงคูปองส่วนลดที่ส่งผ่านมือถือให้แคชเชียร์ดู

9. ตรวจสินค้าด้วยมือถือ

ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่บางแห่งในญี่ปุ่นและเยอรมนี เริ่มทดลองเปิดให้บริการสแกน-ตรวจสอบรายละเอียดสินค้าผ่านโทรศัพท์มือถือของลูกค้าเอง

วิธีการก็คือ ลูกค้านำกล้องมือถือ ซึ่งลงทะเบียนเปิดใช้บริการเรียบ ร้อยแล้วไปจ่อถ่ายภาพ "บาร์โค้ด" ของสินค้าในห้างที่ร่วมโครงการ

จากนั้นระบบจะประมวลผลและแสดงข้อมูลให้รับทราบทันที

10. แท็ก "อาร์เอฟไอดี"

ป้ายหรือแท็ก รับ-ส่ง คลื่นสัญญาณวิทยุอัจฉริยะ "อาร์เอฟไอดี" (RFID) จะช่วยให้การเช็กสต๊อกสินค้า รวมถึงการจำหน่ายสินค้าเป็นไปด้วยความรวดเร็ว

เพราะแท็กชนิดนี้ สามารถเพิ่มประสิทธิ ภาพการบริหารจัดการ "คลังสินค้า" ให้เป็นไปโดยอัตโนมัติ

ลดเวลาการนับสินค้าและวางแผนสินค้ากำหนดจำนวนคงคลังอย่างแม่นยำด้วยการนำเอา "ยอดขาย" มาคำนวณเปรียบเทียบ

11. สังคมช็อปปิ้งออนไลน์

ซูเปอร์มาร์เก็ตจำนวนมากเริ่มหันมาใช้ "เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์" อาทิ ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก รวมทั้งจัดตั้งเว็บล็อก ขึ้นมาทำการตลาดโดยเฉพาะ เพื่อสร้าง "ฐานสมาชิก" ในโลกอินเตอร์เน็ต

เมื่อเข้ามาในเว็บเหล่านี้ ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงร้าน แต่รับทราบข้อมูลโปรโมชั่นใหม่ๆ ตลอดเวลา และยังสามารถอ่านกระทู้ วิพากษ์วิจารณ์คุณภาพสินค้าที่คนอื่นๆ เขียนทิ้งไว้ได้ด้วย

เว็บที่โดดเด่นในกลยุทธ์นี้มากในสหรัฐ คือ www.zeer.com

อีกไม่ช้าไม่นาน สังคมช็อปปิ้งออนไลน์นี้จะยิ่งทวีความนิยม เมื่อรุกคืบเข้าสู่โทรศัพท์มือถือ

12. ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง


ในขณะที่อาหาร-สินค้าสำหรับคนต่างต้องตัดราคา แข่งกันทำยอด

แต่ตลาด "ผลิต ภัณฑ์เพื่อสัตว์เลี้ยง" กลับส่อแววไปได้ดี

โดยเฉพาะอาหารสุนัขและแมว ซึ่งผลิตตามขั้นตอนธรรม ชาติ ไม่ปรุงแต่งด้วยสารเคมี

13. โฆษณาบนสายพาน

อีกปรากฏการณ์ที่ลูกค้ามีแนวโน้มจะพบเห็นในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วโลกบ่อยขึ้นตามลำดับ ได้แก่

ป้ายโฆษณาที่พิมพ์ติดอยู่กับ "สายพาน" ตรงเคาน์เตอร์คิดเงิน ซึ่งง่าย ต่อการมองเห็น

และบรรดาซูเปอร์มาร์เก็ตย่อมไม่ปล่อยให้พื้นที่เด่นนี้อยู่ว่างๆ โดยไม่ สร้างรายได้

14. สินค้า"โต"ระหว่างขนส่ง

ความคลั่งไคล้สินค้าจำพวก "ใหม่สดเสมอ" ทำให้นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยวาเคนนิงเกิ่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ พัฒนาวิธีการขนส่งสินค้าประเภท "พืชผัก" ชนิดใหม่

ออกแบบให้ผักต่างๆ เช่น เห็ด ค่อยๆ เจริญเติบโตไประหว่างขั้น
ตอน การขนส่ง

เมื่อไปถึงจุดขายก็โตเต็มที่เหมาะแก่การบริโภคพอดี

อย่างไรก็ตาม ต้องลุ้นกันต่อไปว่าจะต่อยอดให้แนวคิดนี้เป็
นจริงในทางปฏิบัติได้หรือไม่

15. ซูเปอร์ฯ สีเขียว

กระแสตื่นตัวอยากมีส่วนร่วมแก้ปัญหาวิกฤต "โลกร้อน" ส่งผลให้ ผู้บริโภคเลือกเสพ-เลือกซื้อหาสินค้าจากองค์กรและธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น ซูเปอร์มาร์เก็ตเองจึงพยายามปรับตัวให้เข้ากับค่านิยม ดัง กล่าว

ไม่ว่าจะติดตั้งแหล่งกำเนิดพลังงานแสงอาทิตย์ เลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟ รณรงค์ให้ประชาชนใช้ถุงผ้า ไปจนถึงออกแบบโครง สร้างอาคารด้วยวัสดุไม่ทำลายสภาพแวดล้อม

นับเป็นทิศทางที่ดี และบีบให้เจ้าของธุรกิจจำต้องแสดงสำนึกดูแลสังคมส่วนรวมสูงขึ้นกว่าในอดีต
1.บรรจุภัณฑ์ติดบาร์โค้ดอัจฉริยะ

2.อาหารสำเร็จรูปสไตล์ละติน

3.อาหารชุด

4."ถุงผ้า"ในซูเปอร์ฯ รับกระแสแก้โลกร้อน

5.ซูเปอร์มาร์เก็ตบนมือถือ

6.เครื่องฆ่าเชื้อรถเข็น

เนื้อหาจากบทความเรื่อง

"Grocery Store of the Future."

นิตยสารบิสสิเนสวีก สหรัฐอเมริกา


credit : หนังสือพิมพ์ข่าวสด หน้า21 วันที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6858 ข่าวสดรายวัน

สนมวอนเฉพาะกิจ~~~OVI ออนไลน์ บริการใหม่จาก Nokia

กราบสวัสดี ทุก ๆ ท่าน อีกแร้ววว เจ้าขั๊บ

คราวนี้มีของเร่นใหม่จาก โนเกียมาอีกแร้ว หลังจากที่เพิ่งพลาดหวังจาก ราคาของ NOKIA Booklet 3G ไปในคราวที่แร้ว

คราวนี้กลับมาพร้อม ของเร่นใหม่ของ โนเกีย ที่ล่าสุด หลาย ๆ ท่านอาจจะเห็นโฆษณาทางทีวี ที่ "บี น้ำทิพย์" เป็นพรีเซ็นเตอร์กันบ้างแร้ว

นั่นก็คือ ovi นั่นเอง พอดิบ พอดีกับที่สนมวอน ไปซื้อ โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่มา (nokia 6303 classic) ซึ่งเป็นมือถือที่ออกโฆษณาและรองรับ ovi โดยที่สนมวอนเอง ก้อไม่รุเรย ตอนซื้อ (555+ โง่จิงเรา) แถมก็ยังไม่รุอีก ว่า เจ้า ovi มันคืออะไร? ใช้งานยังไง?

ก็เรยต้องพึ่งพา อากู่ (google) อีกครั้ง หิ๊ๆๆๆๆ แร้วเจอกันที่ sanomwon@ovi.com นะคับบบบบ จิบิๆ

OVI ออนไลน์ บริการใหม่จาก Nokia



เว็บไซต์ ovi.com เป็นเว็บที่ทาง Nokia เป็นผู้คิดค้นขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ Nokia สามารถซิงค์ข้อมูลต่างๆ ปฏิทินนัดหมาย รายชื่อผู้ติดต่อ บันทึกข้อมูลสำคัญๆ รวมถึงภารกิจการงานต่างๆ ระหว่างโทรศัพท์เคลื่อนโนเกียและเว็บไซด์ ww.ovi.com
ได้ฟรีโดยไม่มีค่าบริการ แถมยังมีระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลของลูกค้าอีกด้วย ซึ่งบริการในปัจจุบันที่ทางเว็บ Ovi.com สามารถใช้งานได้คือ



Nokia Ovi Suite สำหรับเครื่องพีซี คือโปรแกรมที่ช่วยให้คุณสามารถทำสำเนาไฟล์และข้อมูลจากโทรศัพท์เคลื่อนที่โน เกียเก็บไว้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้มีการจัดเก็บสำรองข้อมูลไว้บนเครื่องคอมพิวเตอร์อีกทางหนึ่ง และสามารถอัพโหลดภาพนิ่งและภาพวิดีโอสู่ Share on Ovi ซึ่งเป็นบริการแบ่งปันสื่อต่างๆ ได้อย่างง่ายดายด้วยการดึงไอคอนภาพหรือไฟล์(Drag and drop)


Share on Ovi เป็นการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันไฟล์สื่อต่างๆ บนชุมชนออนไลน์ ที่ผู้ใช้งานสามารถอัพโหลด แบ่งปัน และจัดการกับไฟล์สื่อต่างๆ ได้อย่างง่ายดายผ่านโทรศัพท์มือถือ พีซี หรืออุปกรณ์เชื่อมต่ออื่นๆ Share on Ovi ที่เป็นจุดนัดพบของผู้ใช้งานที่สามารถพบปะสังสรรค์และสร้างสรรค์สังคมของ สมาชิกในกลุ่ม โดยรองรับไฟล์ชนิดต่างๆ มากกว่า 100 รูปแบบ ไม่จำกัดพื้นที่หน่วยความจำและปริมาณการอัพโหลดต่อเดือน ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนใช้งานได้ที่ http://share.ovi.com/. Share on Ovi เป็นบริการฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ


Files on Ovi คือ บริการที่ช่วยให้คุณเข้าถึงและสามารถใช้งานไฟล์ข้อมูลที่จัดเก็บไว้บน เครื่องพีซีที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ จากทุกที่ โดยสามารถเข้าใช้งานจากโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ที่รองรับเว็บเบรา เซอร์ ทั้งยังสามารถจัดเก็บไฟล์ข้อมูลไว้บนพื้นที่จัดเก็บข้อมูลส่วนตัวของคุณผ่าน ระบบออนไลน์ ทำให้สามารถเข้าใช้และเรียกดูข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาตามต้องการ แม้ว่าจะปิดเครื่องหรืออยู่ในโหมดออ ฟไลน์
ผู้ใช้งาน Files on Ovi ไม่ต้องพกพายูเอสบีไดรฟ์อีกต่อไป เพราะสามารถเบราส์ พรีวิว แก้ไข และซิงค์ไฟล์ข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวกง่ายดายด้วยออปชั่นดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ ซึ่งไฟล์ที่แก้ไขแล้วจะได้รับการอัพเดทโดยอัตโนมัติบนเซิร์ฟเวอร์นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกย่อขนาดเอกสารเพื่อพรีวิวบนหน้าจอมือถือแทนการดาวน์โหลดไฟล์ ขนาดใหญ่ทั้งไฟล์ รวมทั้งสามารถตัดปัญหาเรื่องการส่งไฟล์ขนาดใหญ่ที่ส่งอีเมล์แล้วไม่ผ่าน ด้วยการส่งลิงค์เพื่อเรียกดูเอกสารได้อย่างง่ายดาย


ผู้สนใจบริการ Files on Ovi สามารถทดลองใช้งานได้ฟรี 30 วันบนพื้นที่ความจุ 10 GB จากนั้น สามารถเลือกใช้บริการแบบรายเดือนหรือรายปี โดยมีค่าบริการเริ่มต้นที่ 350 บาทต่อเดือนบนพื้นที่ความจุ 10 GB ไปจนถึงราว 5,250 บาทต่อปีบนพื้นที่ความจุ 30 GB

ที่มา : www.siamtech.net/internet/ovi_nokia.html

GooD_kNIGHT ServicE Co.,Ltd.
sanom_WON : Mr.Pattthaworn Rodpila
Address : Room 407 85/258 Serithai 9soi.(Rodanan I) Serithai Rd.Buengkum BKK 10240
Tel : 0874252176
04:33 pm 09142009

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

พจนานุกรมภาษาแซทของวัยทีน

กาก

>> อ่อนหัด ไร้ประโยชน์ หรือ ไม่ได้เรื่อง มีต้นกำเนิดของคำมาจากขยะ เศษกาก หรืออะไรที่ไม่มีประโยชน์แล้ว

กิ๊ก

>> คำนี้คุ้นหูได้ยินบ่อยๆ เป็นคำสุภาพของคำว่า "ชู้" หมายถึงเพื่อนต่างเพศที่มีความสำคัญมากกว่าเพื่อนทั่วไป คือมากกว่าเพื่อนแต่ยังไม่ถึงขั้นคนรัก มีความสัมพันธ์ที่ไม่ยั่งยืน ขึ้นอยู่กับความพอใจของทั้งสองฝ่าย และไม่สามารถออกหน้าออกตาได้เต็มที่เท่าแฟนหรือคู่สมรส

เกรียน

>> เริ่มมาจากวงการเกมออนไลน์ ที่ผู้เล่นส่วนมากจะเป็นเด็กชายวัยหัวเกรียน และบางคนจะมีพฤติกรรมที่แปลกๆ คือขี้อวด เบ่ง โอ่ว่าตนเองเก่ง หรือกวนประสาททำให้คนอื่นวุ่นวาย ดังนั้นจึงเป็นที่มาของคำว่า "เกรียน" ใช้เรียกคนที่มีพฤติกรรมหรือลักษณะดังกล่าว

กรู

>> ดัดแปลงมาจาก "กู" แต่เนื่องจากเป็นคำไม่สุภาพทางระบบคัดกรองคำในอินเทอร์เน็ต จึงไม่อนุญาตให้แสดงคำนี้ แต่วัยรุ่นหัวใสเลยดัดแปลงคำใส่พยัญชนะ "ร" เข้าไปเป็นคำควบกล้ำ แต่ยังคงน้ำเสียงคล้ายของเดิมอยู่

ขำขำ

>> พี่น้องฝาแฝดของคำว่า "จิ๊บจิ๊บ" หมายถึง การกระทำที่ไม่จริงจัง เรื่องเล็กน้อย อย่าซีเรียส ชิวๆ ทำแบบสบายๆ กันเอง ไม่มีอะไรน่าเครียด น่ากังวล เช่น {สอบตกเป็นเรื่องขำๆ เดี๋ยวลงเรียนใหม่ปีหน้าก็ได้}

แจ่ม

>> หมายถึงความรู้สึกพอใจในลักษณะของสิ่งที่ได้เห็นจนเป็นคำอุทาน เช่น {โอ้โห สาวๆมหาลัยนี้แจ่มๆ กันทั้งนั้นเลย} หรือ {ไปเที่ยววัดบนภูเขามา วิวแจ่มมากๆ} บางคนใช้คำว่า "แหร่ม" แทนก็มี

ช่างกล้า

>> มักใช้เรียกชาย หญิง กะเทย เกย์ ทอม ดี้ ฯลฯ ที่แสดงความกล้าท้าแดดเกินความคิดของคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นความกล้าสดงออกที่ถูกหรือผิดกาลเทศะก็ตาม

ชิซูกะ (คำญี่ปุ่น)

>> หมายถึง ตะกละ อาจเกิดจากการที่ไม่กล้าด่ากันตรงๆ จึงพยายามหาคำพ้องเสียงแบบอ้อมๆ เช่น {แหม...เธอนี่ชิซูกะจริงๆ กินไม่เผื่อคนอื่นบ้างเลยนะ} ซึ่ง "ชิซูกะ" ที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงเพื่อนของโนบิตะแต่อย่างใด

ชิวชิว

>> แปลว่าสบายๆ ง่ายๆ ธรรมดาๆ บรรยากาศเป็นกันเอง เช่น ตอนเย็นบรรยากาศร้านอาหารริมน้ำดีมาก หนุ่มสาวต่างมานั่งทานข้าวชิวชิวกันหลายคู่

ซกมก

>> คำศัพท์นี้เก่าแล้วแต่ยังฮิตอยู่ แปลว่าสกปรกและซอมซ่อ เช่น คนนี้ซกมกไม่ชอบอาบน้ำมีขี้เหงื่อขี้ไคลติดตัวน่ารังเกียจ

เซ็งเป็ด

>> หมายถึงอาการเซ็งเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ตรง กับที่คิดไว้ เช่น อยากไปเที่ยวแต่ฝนตกก็อาจบ่นว่า"เซ็งเป็ด" กัน

ซุงแหล

>> คำนี้เป็นกิริยาช่อง 3 ของคำว่า "ตอแหล" เข้าใจว่าเป็นอาการตอแหลขั้นร้ายแรง จึงต้องขยายจาก ตอไม้เป็นขอนไม้ ขอนไม้ขยายเป็นทอนซุง จนกลายเป็น "ซุงแหล"

เด็กแว๊น

>> หมายถึง กลุ่มเด็กวัยรุ่นชายหญิงที่มีรสนิยมขับขี่มอเตอร์ไซค์เสียงดัง ซิ่งบนถนนรบกวนชาวบ้านไปวันๆ ซึ่งคำว่า "แว๊น" สันนิษฐานว่ามาจากเสียงท่อไอเสียเวลาเร่งเครื่อง ที่จะดัง แว้น แว้นนนนน นั้นและค่ะ

เด็กสก็อยต์

>> หมายถึง เด็กสาวตุ๊กตาซ้อนท้ายรถเด็กแว๊น บางท่านสันนิษฐาน รากศัพท์คำว่าสก็อยต์มาจากคำว่า กระโปรงลายสก็อตที่เด็กๆ เหล่านี้ชอบใส่บวก กับคำว่า ไก่หลง สก็อตบวกไก่ ก็กลายเป็น "สก็อยต์" นั่นละคะ

เด้ง

>> หมายถึงคนที่แต่งตัวแต่งหน้าโดดเด่นงามเริดกว่าปกติ เสมือนเป็นอะไรที่เด้งดึ๋งโผล่ขึ้นมาโดดเด่นท่ามกลางประชาชี

นอย (noid)

>> คำนี้มาจากรากศัพท์เดิมของคำว่า พารานอยต์ (paranoid) เด็กไทยกระซับให้สั้นเหลือเพียง นอย (noid) หมายถึงคนที่ชอบวิตกกังวลมากเกินเหตุ เช่น {แฟนจะไปเรียนต่อเมืองนอกก็เลย "นอย" แฟน เพราะกลัวว่าแฟนจะไปมีกิ๊กเป็นฝรั่งผมทอง}

เนียน

>> หมายถึงพฤติกรรมที่แนบเนียน หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ฉวยจังหวะช่วงชุลมุนเพื่อกระทำการบางอย่างให้สำเร็จ เช่น {เห็นแฟนสาวกำลังทำอาหารอยู่ ชายหนุ่มก็ทำเนียนเข้ามาชวนคุยด้วย และแอบหยิบกินไก่ทอดไปด้วยซะหลายชิ้นเชียว}

ปาดหน้าเค้ก

>> เป็นคำเรียกเวลาที่เพื่อนของเราแย่งโอกาสไปจากมือของเราเสียเอง โดยมากก็ใช้เวลาคนที่เราหมายปองอยู่ถูกเพื่อนทำเนียนแย่งไปจีบเสียเอง บางคนจะใช้คำว่า "เพื่อนเรา เผาเรือน" หรือ "เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด" ก็เป็นได้ในความหมายโดนแย่งของที่หมายปอง

พระเจ้าช่วยกล้วยทอด

>> เป็นศัพท์ของคำอุทานที่เด็กไทยช่างคิด มักใช้อุทานอะไรที่เหนือความคาดหมายมากๆ ถึงมากที่สุด โดยมากผู้ใช้ศัพท์นี้มักเป็นชายเต็มตัว แต่เป็นตุ๊ดเต็มใจ บางท่านไม่ชอบของทอดอาจเปลี่ยนเป็นพระเจ้าช่วยกล้วยปิ้งได้ตามรสนิยมนะยะ

เฟค (fake)

>> คำฝรั่ง แปลตรงความหมายว่า แกล้งพูด หรือ แกล้งทำให้เข้าใจเป็นอย่างอื่น ไม่จริงใจ สร้างภาพ หลอกลวง กลบเกลื่อน มักใช้เรียกคนที่มีพฤติกรรมปากอย่างใจอย่าง สร้างภาพ

มะ
>> คำกลายพันธุ์มาจากคำว่า "ไม่" แต่บางคนอยากแอ๊บเด็ก ให้น่ารักดูกุ๊กกิ๊ก แบบว่า.. มะอาว =ไม่เอา, มะรุ =ไม่รู้, มะเถิก = ไม่ถูก, มะจ้อบ = ไม่ชอบ [ฟังๆไปก็เหมือนต่างด้าวเลยนะเนี้ย]

วอทแซ่บ (คำฝรั่ง)

>> มาจากคำว่า What's up แปลว่า เกิดอะไรขึ้น, มีอะไรขึ้น แต่วันรุ่นไทยลิ้นไก่สั้น จึงแปลงเป็นคำว่า"วอทแซ่บ" ในที่สุด

ร้าก

>> กิริยาช่อง 2 ของคำว่า "รัก" ที่อยากจะบอกความรู้สึกส่วนลึกกับใครสักคนที่มันมากเกินกว่าคำว่า "รัก" มาอธิบาย เลยเพิ่มเสียงให้ยาวขึ้นจนกลายเป็น ร้ากกกกกกก นั้นไง

ไรว้า

>> ไรว้า...! แล้วไรว้า เป็นคำอุทานแบบเซ็งๆ เมื่อพบกับสิ่งที่น่าผิดหวัง มักพบพูดคำนี้ในหมู่ผู้ชาย เวลานัดบอดกับสาวๆ และพบว่าสาวเจ้าหน้าตาไม่เห็นเหมือนรูปที่เคยส่งให้เลย ก็เลย ไรว้า......!!!

สะตอ

>> ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผักชนิดหนึ่งของทางภาคใต้เรา แต่เป็นคำย่อที่มาจาก "สตรอเบอรี่" ที่ใช้เปรียบเปรยถึงคนที่มีลักษระตอแหล ปลิ้นปล้อน ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง ต่อมาวัยรุ่นเลยประยุกต์ใช้ให้คำดูนุ่มนวลลง เป็นคำพ้องเสียงว่าสตรอเบอรร์รี่แทน "ตอแหล" และต่อมาก็เรียกสั้นๆ ว่าสะตอในที่สุด

สลิ่ม

>> ใช้เรียกบุคคลที่ใส่เสื้อผ้าที่มีสีสันตัดกันมาก เช่น เขียวกับชมพู [ประมาณว่า .. คลายขนมสลิ่มทับทิมกรอบ] บางคนอาจใช้แทนคำว่า... เสร่อ (สะ-เหร่อ) [ก็มี ทำให้ดูน่าฟังขึ้นนะ... น้องสลิ่ม]

สุดยิด

>> คำนี้อาจได้ยินบ่อยในหมู่ช่างภาพ หมายถึงสุดยอดไปเลย หรือเป็นที่สุดของที่สุด บางคนอาจนิยมใช้คำว่า "สุดตรีน" แทน

อะเฟรด (afraid)

>> คำนี้อาจจางหายจากหูกันไปบ้างแล้ว มาจากศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า afraid ที่แปลว่า กลัว ใช้ตำหนิหรือด่าคนหรือสิ่งของที่ดูสกปรก ซกมก ไม่น่าเข้าใกล้

แอ๊บแบ๊ว

>> ใช้เรียกบุคคลที่แสร้งแสดงอาการแอบทำตัวเด็ก ทั้งๆที่อายุตัวเองเกินวัยนั้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การพูดจา การแสดงออก พบมากในหญิงสาววัยใกล้ขึ้นคาน

โอ

>> คำย่อมาจากคำฝรั่งว่า "โอเค" ที่ย่อมาจาก All correct และเพี้ยนเป็นคำย่อ O.K. แต่เด็กไทยเราตัวดันอย่ให้สั้นกว่าเดิมเหลือเพียงแค่ "โอ" ซึ่งอาจจะตีความได้หลายระดับของเด็กไทย กับคำว่าโอ ตั้งแต่โอเค โอเลย โอมั่กๆ โอที่ซู้ดดด....

credir: http://blog.fukduk.tv

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552

กู้ข้อมูลจาก harddisk ที่เสียแล้ว

พวกเราหลายคนเคยเจอ harddisk เสียกันมาแล้ว ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วสุดท้ายของมันก็เสียกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เราเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาแล้วเจอหน้าจอสีฟ้าบอกเราว่า harddisk ของเราไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้เราไม่สามารถกู้ข้อมูลที่มีค่า และมีความหมายต่อเราออกมาได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่ายต่าง ๆ ที่อุตส่าห์ถ่ายเก็บไว้มาหลายปี หรือข้อมูลทางธุรกิจต่าง ๆ เป็นต้น
ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคุณ อย่างพึ่งตกใจไปครับ เพราะคุณสามารถกู้ข้อมูลจาก harddisk ที่เสียไปแล้วได้ด้วยตัวคุณเองครับ อย่างไรก็ตามบทความนี้ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับ harddisk ที่เสียชนิดที่ตัว disk ข้างในไม่ยอมหมุน หรือมีการชำรุดทางกายภาพของตัว harddisk ถ้าเสียแบบนี้ก็คงทำอะไรกับมันไม่ได้มากนัก หากปัญหาของคุณเกิดจากการที่ตัว harddisk ได้รับการชำรุดเสียหายทางกายภาพแบบนี้แล้ว ให้คุณติดต่อผู้เชี่ยวชาญในการกู้ข้อมูลดีกว่าครับ
ถ้าคุณเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาแล้วเจอหน้าจอสีฟ้า ก่อนที่จะทำการ boot เข้า windows โดยปกติแล้วมักจะแปรว่าคอมพิวเตอร์ของคุณมีปัญหา และถ้า harddisk ของคุณเสียขึ้นมาหน้าจอสีฟ้าที่ว่านี้ก็จะแสดงขึ้นมาเช่นกัน เพราะระบบไม่สามารถทำการ boot ตัว windows ซึ่งเป็น operating system ขึ้นมาได้
ปัญหาดังกล่าวอาจเกิดมาจากการทำงานที่ผิดพลาดของ harddisk driver หรืออาจจะเกิดจากปัญหาการเชื่อมต่อระหว่างตัวคอมพิวเตอร์กับ harddisk ก็เป็นไปได้เช่นกัน ดังนั้นก่อนเริ่มต้นขั้นตอนต่าง ๆ คุณควรจะตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า harddisk ได้เสียบสายเชื่อมต่อเป็นที่เรียบร้อยไม่ผิดพลาดแต่อย่างใด ถ้าหากว่าสายเชื่อมต่ออุปกรณ์ไม่ได้หลวมหรือมีปัญหา ก็สามารถทำตามคำแนะนำในบทความนี้ได้เลยครับ
เมื่อเกิดปัญหาคอมพิวเตอร์ boot ไม่ได้เนื่องจาก harddisk มีปัญหา ก่อนที่จะเข้าหน้าจอแจ้งเตือนปัญหาสีฟ้า ที่หน้าจอสีดำซึ่งแสดงเมื่อตอนเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาให้คุณเลือกไปที่ last known good configuration ซึ่งจะเริ่มการทำงานคอมพิวเตอร์ของคุณที่ข้อมูล back up ของ harddisk (แต่มันคงจะไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ ถ้าคุณไม่เคจ back up ข้อมูลไว้เลย)


โดยวิธีการนี้จะช่วยให้คุณเรียกใช้งานในสถานะที่ได้ทำการ back up ข้อมูลล่าสุดไว้ได้ แต่จะไม่ถึงกับ 100% อย่างไรก็ตามคุณก็ยังได้ข้อมูลส่วนใหญ่กลับมา หลังจากนั้นให้คุณใช้ scandisk หรือ checkdisk ที่มีอยู่แล้วบน windows ทำการตรวจสอบ harddisk ของคุณอีกที
ถ้าหากคอมพิวเตอร์ของคุณไม่แสดงหน้า start-up option หรือตัวเลือกต่าง ๆ ดังที่เห็นในภาพข้างบน คุณอาจจะต้อง boot คอมพิวเตอร์ผ่านแผ่น disk หรือแผ่น cd ของ windows และเพื่อให้คอมพิวเตอร์ของคุณเปลี่ยนการ boot เครื่องให้ boot ผ่านแผ่น disk หรือแผ่น cd คุณอาจจะต้องไปที่ bios เพื่อเปลี่ยนการตั้งค่าให้ start-up ทำงานที่ cd-rom drive
เมื่อคอมพิวเตอร์ของคุณสามารถ boot ผ่านแผ่นโปรแแกรม windows disk จะมี option ให้คุณเลือกซึ่งหนึ่งในนั้นคือ recovery console ให้คุณเลือกอันนี้โดยการกด “r” ดังตัวอย่างที่เห็นในรูป


จากนั้นหน้าจอจะไปสู่หน้าสีดำที่มีตัวหนังสือสีขาว เมื่อขึ้นหน้าจอสีดำแล้วให้คุณพิมพ์ chkdsk/r เพื่อเริ่มต้นการทำงาน checkdisk ซึ่งสามารถช่วยในการตรวจสอบปัญหา และซ่อมแซม harddisk ได้ หลังจากที่คุณทำการ checkdisk ไปเรียบร้อยแล้วถ้าได้ผลคอมพิวเตอร์ของคุณจะทำการ reboot แล้วทำงานได้เป็นปกติ อย่างไรก็ตามจะเป็นการดีที่สุดถ้าคุณพยายาม back up ข้อมูลไว้เป็นระยะ ๆ เนื่องจากการใช้วิธีนี้ได้ผลแค่ครั้ง หรือสองครั้งเท่านั้นถ้าอาการเกิดขึ้นบ่อย ๆ แนะนำให้ซื้อ harddisk ใหม่ไปเลยดีกว่า แล้วค่อยโอนข้อมูลที่ได้ทำการ back up ไว้แล้วถ่ายโอนไปที่ harddisk ลูกใหม่
ถ้าใช้วิธี checkdisk แล้วไม่ได้ผลให้กลับไปเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงหน้าจอ recovery console แล้วให้เลือก fixboot ซึ่งถ้าคุณเลือกตัวนี้มันจะทำการ rewrite ตัว startup sector บน harddisk ขงอคุณใหม่ และถ้าคุณเลือก fixmbr ระบบก็จะทำการซ่อมแซม master boot record
ที่กล่าวมาสองตัวหลังนี้เป็นคำสั่งการทำงานที่ค่อนข้างจะ advance ซักหน่อย จำไว้ว่าถ้าคุณเลือกสองข้อนี้ก็ต้องลุ้นกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ถ้ามันไม่ได้ผลจริง ๆ ให้คุณถอด harddisk ออกมาแล้วทำการต่อ harddisk ตัวนี้เข้ากับ คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นผ่าน usb port ซึ่งคอมพิวเตอร์เครื่องนี้จะมอง harddisk ที่ต่อผ่าน usb port เป็น slave หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือเอา harddisk ออกมาแล้วทำเป็น external harddisk เสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นเพื่อทดลองอ่านข้อมูลนั่นเอง

บทความโดย 2beshop.com

วันนิดา (ต๊อบ)

- - 10 อันตรายทลายโลก จากเทคโนโลยี - -


เทคโนโลยีมีคุณประโยชน์ก็ต้องมีอันตรายอยู่ด้วยอย่างแน่นอน แต่ผมไม่คิดว่าจะมีใครนั่งใคร่ครวญถึงอันตรายของเทคโนโลยีได้ถี่ถ้วน และเป็นลบได้มากเท่ากับกระทาชายนายริชาร์ด ฮอร์น มาก่อน

ริชาร์ด ฮอร์น เป็นนักเขียนชาวอังกฤษครับ หนังสือเล่มล่าสุดของแกชื่อ "เอ อิส ฟอร์ อาร์มาเกดดอน" ที่รวบรวมเอาเรื่องอันตราย ๆ ที่ "อาจ" บังเกิดขึ้นจากพัฒนาการทางเทคโนโลยีไว้มากมาย ผมเลือกเอามาเล่าสู่กันฟังแค่ 10 อย่าง

เอาแบบที่เป็นอันตรายชนิดสามารถทำร้ายหรือทำลายโลกได้ทั้งโลกได้นั่นแหละ

1.แฮกเกอร์

อย่างที่เรารู้กัน แฮกเกอร์มีทั้งดีทั้งร้าย ทั้งพวก "ไวท์ แฮท" แล้วก็พวก "แบล๊ค แฮท" เจ้าพวกกลุ่มหลังนี่แหละครับที่ ริชาร์ด ฮอร์น บอกว่า อันตรายสุดสุด เคยอวดฝีมือในการเจาะระบบคอมพ์ของหน่วยงานอย่างเพนตากอน, ระบบเตือนภัยด้านกลาโหมแห่งชาติ, นาซา, แบงก์ ออฟ อเมริกา, ซิตี้กรุ๊ป, ฐานทัพอากาศกริฟฟิธ, สถาบันวิจัยนิวเคลียร์แห่งชาติเกาหลี มาแล้ว และอาจจะทำได้อีกในอนาคต น่าสนใจนะครับ ที่บริษัทที่โดนเจาะระบบบ่อยที่สุดก็คือ ไมโครซอฟท์ นั่นเอง
หายนะระดับทลายโลกอาจมาเยือนได้ ถ้าพวกนี้เจาะเข้าไปในระบบกลาโหมของประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครอง จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขวว่ามีการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ขึ้น หลังจากนั้น ทั้งโลกก็อาจตกอยู่ในสงครามเทอร์โมนิวเคลียร์ได้ง่าย ๆ

2.ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)

นักวิทยาศาสตร์และนักค้นคว้าวิจัยของหลายประเทศพยายามอย่างมากที่จะพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้ "คิด" เองได้ ริชาร์ด ฮอร์น แสดงความกังขาเอาไว้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นถ้ามัน "คิด" และ "ตระหนักรู้ในการมีอยู่" ของตัวมัน และระบบของมันที่ถักทอเป็นเครือข่ายโยงใยไปทั่วโลก ความกระหายใคร่รู้ไม่รู้จักจบสิ้นของมัน อาจทำให้ทั้งประวัติศาสตร์และอนาคตของทั้งคนและเครื่องจักรตกอยู่ในกำมือของคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากมันรับรู้ว่ามนุษย์เราคิดต่อมันอย่างไรและเป็นปฏิปักษ์กับพวกมันแค่ไหน (เป็นนิยายไปหน่อยไหมเนี่ย?)

3.ไวรัสจากห้องทดลอง

อันนี้ผมค่อนข้างเห็นด้วยเลยทีเดียว ริชาร์ด ฮอร์น บอกว่า ต้องมีสักวันที่นักวิจัยในห้องทดลองเพื่อหาหนทางต่อต้านหรือฆ่าไวรัส ทำอะไรสักอย่างผิดพลาดโดยอุบัติเหตุ ส่งผลให้ไวรัสในห้องทดลองออกมาอาละวาดในสิ่งแวดล้อมทั่วไป
ที่น่าสนใจก็คือ ตอนนี้นักวิจัยกำลังทดลองพัฒนาไวรัสขึ้นมากลุ่มหนึ่งเพื่อให้ทำหน้าที่ "รักษา" (ด้วยการ "ทำลาย") เซลล์มะเร็งในร่างกายมนุษย์ คำถามที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือว่า เมื่อมันทำหน้าที่ของมัน (กินเซลล์มะเร็ง) เสร็จแล้ว ทำอย่างไรถึงจะ "หยุด" มันได้?

4.สเต็มเซลล์

หรือที่เราเรียกกันว่า เซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชีวภาพที่โด่งดังมากที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เป้าหมายใน "อุดมคติ" ก็คือว่า คนเราสามารถบังคับเซลล์ต้นกำเนิดให้พัฒนาไปเป็นอวัยวะอะไรก็ได้ เพื่อนำมาใช้ "ทดแทน" ของเดิมที่พิกลพิการเสียหาย ข้อกังขาของ ริชาร์ด ฮอร์น ก็คือ ถ้าเกิดเราไม่คิด "ทดแทน" แต่อยาก "เพิ่ม" ล่ะ? เป็นไปได้หรือไม่ที่ว่า มนุษย์ในยุคนี้จะสูญสิ้นไปกลายเป็น มนุษย์ 10 หน้า 20 แขนในยุคหน้า?

5.หุ่นยนต์

ลองนึกถึงหุ่นยนต์กบฏในหนัง "ไอ-โรบ็อท" แล้วกันครับ ริชาร์ด ฮอร์น คิดคล้าย ๆ อย่างนั้น แต่เขาบอกด้วยว่า คงอีกนานที่หุ่นจะ "คิด" เองได้ และก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องพลังงานที่ตอนนี้ยังเป็น แบตเตอรี่อยู่ได้

6.อินเทอร์เน็ต

น่าคิดนะครับที่ ริชาร์ด ฮอร์น เขาบอกว่า อินเอร์เน็ตนำอันตรายหลาย ๆ อย่างมาให้คนเรามากกว่าที่หลายคนตระหนัก ตั้งแต่การถูกขโมยอัตลักษณ์ ไปจนถึงการถูกหลอกลวงเสียทั้งเงินเสียทั้งชีวิต แต่หายนะจริง ๆ ในความคิดของเขาก็คือ โลกนี้จะเป็นอย่างไรถ้าหากมี "ไอ้โรคจิต" คนไหนสักคนยึดเอาระบบอินเทอร์เน็ตทั้งระบบไว้ได้?

7.อาวุธนิวเคลียร์

อันนี้เห็นด้วย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อยากเพิ่มเติมว่า โลกเราเคยเฉียด ๆ ใกล้สงครามนิวเคลียร์มาแล้ว 3 ครั้ง (หลังการระเบิดที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ) ครั้งแรกเมื่อปี 1962 ที่เรียกกันว่า วิกฤตคิวบา ครั้งที่ 2 เมื่อปี 1983 ที่ระบบเตือนภัยล่วงหน้าของสหภาพโซเวียตตรวจจับกลุ่มเมฆรูปดอกเห็ดได้ แล้วเข้าใจผิดว่าเป็นควันจากระเบิดนิวเคลียร์ หนสุดท้ายเกิดในปีเดียวกัน เมื่อโซเวียตเข้าใจผิดว่าการซ้อมรบของนาโต้คือการโจมตีจริง ๆ

8.คอมพิวเตอร์ เมลท์ดาวน์

ถ้าระบบคอมพิวเตอร์ทั้งโลกหรือครึ่งโลกล่มสลายลงเอง โดยไม่ใช่ความผิดของเรา อะไรจะเกิดขึ้นตามมา? นั่นแหละคือสิ่งที่ริชาร์ดเรียกว่า "เมลท์ดาวน์" เขาบอกว่า ในทางวิทยาศาสตร์นั้นเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะจากสาเหตุของการเกิดไฟกระชากแรงมาก ๆ หรือเกิดจาก "พายุสุริยะ" ปรากฏการณ์ธรรมชาติของดวงอาทิตย์ แต่ต้องขนาดใหญ่มากกว่าที่เคยเกิดอยู่บ่อย ๆ มากครับ

9.โคลนนิ่ง

คงเป็นเรื่องหายนะของโลกได้อย่างแน่นอน ถ้าหากมีผู้นำเอาเทคโนโลยีโคลนนิ่งไปใช้ในทางที่ผิด หรือในทางด้านการทหาร

10.นาโนบ็อท

นักวิทยาศาสตร์พยายามใช้ประโยชน์จากนาโนเทคโนโลยี เพื่อให้ทำในสิ่งที่เหลือเชื่อได้ในทางการแพทย์และอื่น ๆ อย่างเช่นการสร้างหุ่นยนต์นาโนขึ้นมาให้สามารถ "จำลอง" ตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ เพื่อทำหน้าที่รักษาอาการเจ็บป่วยในร่างกายที่แพทย์เข้าไม่ถึง ริชาร์ด ฮอร์น บอกว่า หายนะอาจมาเยือนโลกได้ในอนาคตหากมันไม่ยอมหยุดสร้างตัวเอง กองทัพนาโนบ็อทที่พร้อมจะกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้าจะกลืนกินโลกทั้งโลกได้เลย

- - ที่เลิอกบทความนี้มาก็เพราะอยากให้ทุกๆคนเห็นว่า ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ การใช้เทคโนโลยีนั้นจำเป็นแต่ก็ต้องมความพอดีและมีสติยั้งคิดในการใช้ด้วย - -

พรรณราย (แมม)