วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

!!! มาดูกัน GPS บน iPhone3G ทำงานอย่างไร


ฮือฮากันมากทีเดียวกับ iPhone3G
ที่มาพร้อมกับราคา $199(8G) หรือประมาณ 6700 บาทไทย
ก็เล่นเอาตลาด PDA Phone บ้านเราอึ้งไปตามๆกัน
ในช่วงที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการใช้งานในบ้านเรานี้
จะปลดล็อคได้ไม๊?,
การซื้อขายต้องติดสัญญากับเครือข่ายในประเทศนั้นๆหรือเปล่า?
ราคาเมื่อมาถึงบ้านเราจะขยับไปขนาดไหน?

เรามาแอบดู Feature หนึ่งที่เพิ่มขีดความสามารถของ Maps ใน iPhone3G และ GPS ในตัวกันก่อนค่ะ


ถึงจะไม่ใช่เรื่องใหม่นักกับ A-GPS(Assisted GPS) และการทำงานของ GPS ใน iPhone3G นี้ แต่ต้องถือว่าเมื่อผนวกกับความเร็วของเครือข่าย 3G เข้าด้วยแล้ว การทำงานเมื่อต้องการ Fixed ตำแหน่งผ่านเครือข่ายก็น่าจะเร็วกว่าเดิมเห็นๆ


ใน iPhone3G ใช้หลักการ 3 หลักใหญ่ในการระบุพิกัดคือ
เมื่อมี GPS Reciver Built-in ในตัวเครื่อง
ก็ใช้สัญญาณจากดาวเทียมปกติทั่วไป,
ใช้ตำแหน่งเครือข่าย Wi-Fi Hot Spots
และสุดท้ายใช้ตำแหน่งเสาส่งสัญญาณของเครือข่ายโทรศัพท์ในระบบเซลลูล่าร์ทั่วไป


โดยในส่วนของ A-GPS จะช่วยเสริมการค้นหาตำแหน่งของดาวเทียมชุดที่อยู่ใกล้ที่สุดมาใช้ระบุพิกัดทำให้สามารถระบุพิกัดได้เร็วขึ้น,
แต่เมื่อไม่สามารถใช้สัญญาณดาวเทียมในการระบุพิกัดได้เช่นเมื่อเข้าอยู่ภายในตัวอาคาร
iPhone3G ก็จะใช้เครือข่ายจาก WiFi-Hot Spots
(และถ้าเครือข่าย WiMax เกิดขึ้นได้จริง ก็จะเห็นผลกับเรื่องนี้มากๆ)
และหากไม่สามารถระบุพิกัดจากเครือข่าย WiFi ได้
ก็จะหันไปใช้เครือข่ายจากชุดเสาส่งสัญญาณในระบบโทรศัพท์เซลลูลาร์ทั่วไปอีกที
(แต่ที่ผ่านมาการใช้งานจากเครือข่ายโทรศัพท์เซลลูลาร์ในบ้านเรา ยังใช้ไม่ได้จริง)


โดยที่การใช้งานที่เราเห็นจากรีวิวยังคงอิงอยู่กับโปรแกรม Maps ใน iPhone นั่นเอง
ทั้งนี้ Apple ยังระบุว่า GPS Receiver ที่ Built-in มากับ iPhone3G นี้มีการบริโภคแบตเตอรี่ที่ไม่สูงมาก สามารถเลือกสั่งให้เลิกทำงานเมื่อใดที่ต้องการได้ทันทีอีกด้วย
**คงมีเพื่อนๆใช้ iPhone กันอยู่ ไม่มากก็น้อยนะค่ะ
ก็ขอฝากกระทู้นี้เอาไว้เป็นตัวเลือกในการทำงานบนiPhone นะค่ะ
ที่มาสำคัญอย่างยิ่ง : http://www.pdamobiz.com/forum/forum_posts.asp?TID=142504&KW=3g
วิภารัตน์(แหม่ม)

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อีเมลขยะ ภัยเงียบ..ปล่อยคาร์บอน 17 ล้านตันต่อปี

สวัสดีเพื่อน ๆ เราเห็นว่ามีบทความเกี่ยวกับ
อีเมล์แฝงไวรัสมาแล้ว เลยหาบทความที่มันเกี่ยวข้องกันมาให้ลองอ่านกัน

สแปมภัยเงียบหน้าใหม่
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า อีเมลขยะหรือ "สแปม คือภัยเงียบที่กำลังจะกล่าวถึง โดยจากการศึกษาผลข้างเคียงจากการปล่อยสแปมพบว่า จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ชนิดนี้ใช้พลังงานโดยรวมสูงกว่า 3.3 หมื่นล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงทุกปี ซึ่งเป็นปริมาณกระแสไฟที่เพียงพอต่อการใช้งานในบ้านมากกว่า 2.4 ล้านครัวเรือน โดยผลจากการติดตามปริมาณคาร์บอนที่เกิดจากการใช้อีเมลขยะ (คาร์บอน ฟุตพรินท์ ออฟ อีเมล สแปม) ประเมินได้ว่า ปัจจุบันมีสแปมถูกส่งไปทั่วโลกราว 62 ล้านล้านฉบับทุกปี ซึ่งทั้ง"ไอซีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล" และ "แมคอาฟี" ร่วมกันทำวิจัยพบว่า ปริมาณสแปมดังกล่าวเป็นต้นตอของการปล่อยก๊าซพิษคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึงกว่า 17 ล้านตัน ในจำนวนนี้เป็นพลังงานที่ต้องสูญเสียไปกับการอ่านอีเมล และลบทิ้งสแปมราว 80% ของพลังงานทั้งหมด นอกจากนี้ผลการศึกษาดังกล่าวยังพบว่า ผู้ใช้งานในองค์กรโดยเฉลี่ยเป็นกลุ่มที่สร้างคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 131 กิโลกรัมทุกปี ซึ่งในจำนวนนี้มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับสแปมถึง 22%

กำจัดรถ=กำจัดสแปม
ไอซีเอฟระบุว่า ตัวกรองสแปมสามารถลดสแปมที่ไม่ต้องการได้ 75% หรือเทียบได้กับการนำรถยนต์ที่เป็นต้นตอของการปล่อยก๊าซพิษตัวเดียวกัน ออกจากถนนได้ถึง 2.3 ล้านคัน อย่างไรก็ตาม ไอซีเอฟเชื่อว่า แม้การใช้ตัวกรองสแปมจะช่วยลดการสูญเสียพลังงานได้มีประสิทธิภาพ หากแต่การกำจัดต้นตอของการปล่อยอีเมลไม่พึงประสงค์น่าจะให้ผลในระยะยาวที่ดีกว่า รายงานดังกล่าวได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของ "แมคโคโล (MaColo)" บริษัทรับฝากเว็บไซต์ในสหรัฐฯ ซึ่งว่ากันว่าเป็นเว็บ โฮสติ้งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสแปมเมอร์จำนวนมาก โดยหลังจากที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต 2 รายได้ทำการยกเลิกการเชื่อมต่อระบบกับเว็บของบริษัทดังกล่าว ส่งผลให้ปริมาณสแปมทั่วโลกลดลงถึง 70% แมคอาฟี ระบุว่า แม้จะยับยั้งได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่ในเมื่อการกำจัดสแปมเทียบได้กับการนำรถยนต์ออกจากท้องถนนได้ถึง 2.2 ล้านคัน ฉะนั้นการจัดการกับสแปมก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนด้วยเช่นกัน
นายริชี เจนนิงส์ นักวิเคราะห์อิสระด้านสแปม หนึ่งในผู้ร่วมทีมทำรายงานในครั้งนี้ ระบุว่า สถิติดังกล่าวเป็นข้อมูลที่คิดจากการใช้พลังงานส่วนเกินเพื่อจัดการกับสแปม'บอต'ตัวการสำคัญ


อย่างไรก็ตาม ประเด็นฮอตเกี่ยวกับสแปมได้ถูกรายงานตามกันมาติดๆ โดยล่าสุดบริษัทโซลูชั่นด้านความปลอดภัย "ไซแมนเทค" ได้เปิดเผยรายงานประจำปีเกี่ยวกับภัยคุกคามบนอินเทอร์เน็ตที่จัดทำขึ้น 2 ครั้งต่อปี พบว่า ปริมาณสแปมเพิ่มขึ้นถึง 192% โดยเครือข่ายบอต (โปรแกรมอัตโนมัติสำหรับทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งบนอินเทอร์เน็ต) เป็นต้นตอของการปล่อยอีเมลไม่พึงประสงค์ดังกล่าวมากกว่า 90% นายเจนนิงส์ บอกว่า แม้ทั้งแมคอาฟี และไซแมนเทค จะใช้กลวิธีในการวัดปริมาณสแปมแตกต่างกัน แต่ทั้ง 2 บริษัทก็เห็นพ้องต้องกันถึงสถิติของเครือข่ายบอตที่เกิดขึ้น "สแปมส่วนใหญ่ถูกส่งผ่านโดยโปรแกรมบอตเน็ต ซึ่งเราจะได้รับหนอนร้ายคอนฟิกเกอร์ (Conficker) เข้ามาสร้างเครือข่ายมหัศจรรย์ที่เชื่อได้เลยว่า มันจะเป็นโปรแกรมชั่วร้ายที่ใช้กระหน่ำส่งสแปมออกไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ" นายเจนนิงส์กล่าว ขณะที่สถานการณ์อีเมลขยะล่าสุดเดือนเม.ย. "ไซแมนเทค" พบว่า การปิดตัวลงของแมคโคโล ส่งผลกระทบต่อปริมาณอีเมลขยะในภาพรวมลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ปริมาณอีเมลขยะจะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เท่ากับในช่วงก่อนหน้าที่จะมีเหตุการณ์ดังกล่าว


ไม่น่าเชื่อว่าอีเมล์ขยะจะสามารถปล่อยคาร์บอนได้มากมายขนาดนี้


วรรณวิษา ( น้ำ )

ที่มา http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1373980

ระวังอีเมลแฝงไวรัส "การเสียชีวิต ไมเคิล แจ็กสัน"

สัปดาห์นี้เรามีเรื่องมาเตือนเพื่อนๆอ่ะ อย่าเผลอล่ะ

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นับได้ว่าเป็นวันที่ทำให้คนทั่วทั้งโลกช็อคได้อย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อราชาเพลงป๊อปขวัญใจคนทั่วโลกตลอดกาลอย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (ชื่อนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก) เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน โดยเบื้องต้นระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกิดจากหัวใจวายฉับพลัน แต่ด้วยเหตุที่เป็นคนดังที่มีบรรดาแฟนคลับอยู่ทั่วทั้งโลกนี้เอง การเสียชีวิตของเขาจึงทำให้มีผู้คนพูดถึงและหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตมากที่สุด จนทำให้เว็บไซต์บริการ social network ชื่อดังอย่าง twitter ล่มแล้วล่มอีกเลยทีเดียว


แต่นอกจากกระแสการเสียชีวิตของ ไมเคิล แจ็กสัน ที่ได้รับการสนใจจากทั่วโลก จนทำให้ twitter ล่มแล้ว ยังเป็นช่องทางที่ วายร้ายแห่งโลกไซเบอร์ออกอาละวาดอีกแล้ว ด้วยการส่งโทรจันผ่านสแปมอีเมลไปทั่วโลก โดยใช้ชื่อหัวข้อและรายละเอียดเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ แจ็กสัน ซึ่งถ้าเปิดอีเมลฉบับนี้และโหลดคลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นรายละเอียดที่ไม่มีที่ไหนเปิดเผยมาก่อน อย่างไม่ระวัง จะทำให้เราตกเป็นเหยื่อของวายร้ายพวกนี้ได้อย่างง่ายเลย


โซฟอสรายงานว่า เพียงแค่ 8 ชั่วโมงหลังจากราชาเพลงป๊อป "ไมเคิล แจ็คสัน" เสียชีวิต ทางห้องวิจัยของบริษัทก็ตรวจพบสแปมเมลที่อ้างว่า มีรายละเอียดการเสียชีวิตของไมเคิล แจ็คสัน ที่อยากจะแชร์ให้ทราบ "เนื้อหาในอีเมล สแปมเมอร์อ้างว่า พวกเขามีข้อมูลที่ทุกคนต้องตกตะลึงกับสาเหตุการเสียชีวิตของ ไมเคิล แจ็คสัน" Graham Cluley ที่ปรึกษาอาวุโสทางด้านเทคโนโยีของโซฟอส โพสต์ข้อความดังกล่าว "ผู้เชี่ยวชาญของโซฟอสตั้งข้อสังเกตว่า เนื้อหาในอีเมลไม่ได้มีลิงค์ URL ให้คลิกอีเมลแอดรเดส หรือหมายเลขโทรศัพท์แต่อย่างใด และในส่วนของผู้ส่ง (from) ก็ยังเป็นอีเมลแอดเดรสปลอม อย่างไรก็ตาม สแปมเมอร์สามารถเก็บอีเมลแอดเดรสของเหยื่อที่สงสัย และตอบเมลฉบับดังกล่าวกลับไป"


นอกจากโซฟอสแล้ว นักวิจัยที่ Websense ยังพบว่า มีสแปมอีกตัวหนึ่งที่พยายามหลอกให้ผู้ใช้คลิ้กบนลิงก์ YouTube อันตราย โดยจะพาเหยื่อเข้าไปยังเว็บไซต์ที่ดาวน์โหลดโทรจัน (Michael.Jackson.video.scr) ซึ่งเว็บไซต์ดังกล่าวโฮสต์อยู่ในออสเตรเลีย และเป็นของสถานีวิทยุแห่งหนึ่ง ความจริงไม่ได้มีเพียงแต่อีเมล์ข่าว "ไมเคิล แจ็คสัน" เท่านั้น แต่ยังมีของนักแสดงสาวอย่าง ฟาร่าห์ ฟอว์เซตต์ ด้วย


ถ้าเพื่อนๆคนใด ได้รับอีเมลลักษณะที่กล่าวมา อย่าเปิดอ่านโดยเด็ดขาดนะ เมื่อเจอแล้วให้ลบโดยทันทีเลย....อย่าลืมส่งข่าวนี้ บอกต่อให้เพื่อนๆด้วย จะได้ปลอดภัยจากอันตรายครั้งนี้ กันทุกคนเลย สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนเพื่อนๆทุกคน ร่วมไว้อาลัยแก่ ราชาเพลงป๊อปผู้นี้ด้วย....ขอจงสู่สุขคตินะค่ะ...

ขอบคุณ : www.dek-d.com

เรามาป้องกัน ไข้หวัด 2009


แนวทางการป้องกันไข้หวัด 2009
ตามที่พวกเราได้ติดตามข่าวกันมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1 ในสถานการณ์ล่าสุด ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ศูนย์ควบคุม และการป้องกันโรคสหรัฐ และจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ยืนยัน ตัวเลขผู้ติดเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ทั่วโลกว่า ล่าสุดอยู่ที่ 7,520 ราย (วันที่ 16 พฤษภาคม 2552) พบผู้ป่วยใน 34 ประเทศ อาทิ เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา บราซิล อาร์เจนตินา ปานามา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี อิสราเอล นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ เนเธอร์แลนด์ เอลซัลวาดอร์ ออสเตรีย ฮ่องกง โคลัมเบีย คอสตาริก้า เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ โปรตุเกส กัวเตมาลา โปแลนด์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา ฟินแลนด์ นอร์เวย์ เบลเยี่ยม คิวบา และในประเทศไทยเอง ก็มีผู้ติดเชื้อ 2 ราย ตอนนี้ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสครบชุด ปัจจุบันหายเป็นปกติไม่มีเชื้อในร่างกายแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพื่อติดตามเฝ้าสังเกตอาการต่อเนื่อง แม้ว่าจะมียารักษาโรคนี้หาย แต่ก็ควรป้องกันไว้ก่อน โดยเราสามารถป้องกันและปฎิบัติตัวดังต่อไปนี้


ประชาชนทั่วไป :
รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ดื่มน้ำสะอาด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา
หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำ และสบู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังไอ หรือจาม
ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
รักษาบ้านเรือนให้สะอาด เช็ดเครื่องเรือน และของใช้ในบ้าน ในที่ทำงาน โดยเฉพาะโทรศัพท์เป็นประจำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ด้วยผู้ชุบน้ำสบู่ หรือผงซักฟอกเจือจาง และเช็ดซ้ำด้วยน้ำสะอาด หรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ล้างแผล
หากไม่มีความจำเป็น ควรชะลอการเดินทางไปยังประเทศที่เป็นพื้นที่เกิดการระบาด จนกว่าสถานการณ์จะยุติลง
ถ้าป่วยมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เสมหะ ควรปิดปากจมูกเวลาไอ โดยใช้ผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษทิชชู และทิ้งลงถังขยะที่มีฝาปิด และสวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่กับผู้อื่น และควรพบแพทย์
คำแนะนำผู้ที่จะเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดของโรค


ก่อนการเดินทาง :
ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1 อย่างใกล้ชิด เพื่อทราบถึงพื้นที่ที่พบการระบาด (ข้อมูลสถานการณ์รายวัน สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข
www.moph.go.th)
ปฏิบัติตนเพื่อการป้องกันโรค ตามคำแนะนำของประเทศที่ท่านจะเดินทางไปอย่างเคร่งครัด
นำหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ สำหรับทำความสะอาดมือ ยาลดไข้ และยาที่รับประทานเป็นประจำติดตัวไปด้วย
ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสถานพยาบาลในเมืองที่ท่านจะเดินทางไปไว้ล่วงหน้า เผื่อกรณีจำเป็นต้องใช้บริการ
ทำประกันสุขภาพสำหรับใช้ในต่างประเทศก่อนออกเดินทาง
ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่า วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลจะป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม หากท่านต้องการรับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ควรรับวัคซีนก่อนเดินทางอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อให้มีภูมิต้านทานโรคสูงพอระหว่างเดินทาง
ไม่แนะนำให้ประชาชนทั่วไปรับประทานยาต้านไวรัสเพื่อป้องกัน หรือนำติดตัวไปรับประทาน เนื่องจากยานี้เป็นยาควบคุมพิเศษ ใช้ตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น นอกจากนี้ยังอาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ บางรายอาจพบอาการทางจิตประสาท เห็นภาพหลอนได้
หากท่านมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้ ไอ น้ำมูก ปวดเมื่อยตามร่างกาย ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์ในพื้นที่ทันที เพื่อพิจารณาการให้ยาต้านไวรัส ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ต่อไป


ระหว่างการเดินทาง :
เผื่อเวลาในการเดินทางระหว่างอยู่ที่สนามบินเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศต่างๆ จะเคร่งครัดในการคัดกรองผู้โดยสารขาเข้า ซึ่งอาจทำให้ล่าช้ากว่ากำหนดได้


ขณะพำนักในต่างประเทศ :
ควรติดตามสถานการณ์การระบาดของพื้นที่ หรือประเทศจุดหมายปลายทางการเดินทางอย่างใกล้ชิด
ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของทางการสาธารณสุข ในประเทศที่ท่านเดินทางไปอย่างเคร่งครัด
หากท่านไอ หรือจาม ให้ปิดปาก และจมูกด้วยกระดาษทิชชู และทิ้งลงในถังขยะ หากไม่มีกระดาษทิชชู อาจใช้แขนเสื้อ (ไม่ควรใช้มือ) ปิดปาก และจมูก เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ
ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำ และสบู่ หรือทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการไอจามทุกครั้ง
หลีกเลี่ยงการขยี้ตา แคะจมูก หรือนำนิ้วเข้าปาก เพื่อลดโอกาสการนำเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
พยายามหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ หรือผู้ที่มีอาการไอ
ถ้าท่านมีอาการไข้ร่วมกับอาการอื่นๆ ของไข้หวัดใหญ่ เช่น ไอ เจ็บคอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ หรือผู้ป่วยที่มีโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน ในระยะ 7 วันที่ผ่านมา ควรรีบไปพบแพทย์
คำแนะนำสำหรับผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาดของโรค
หากท่านมีอาการไข้ ขอให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สายการบิน หรือพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เพื่อที่จะได้เตรียมการดูแลท่าน และเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารคนอื่นในสนามบิน และบนเครื่องบิน
ประเทศไทยมีการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย (Thermo Scanner) ที่สนามบินนานาชาติทุกแห่ง หากพบว่าท่านมีไข้ จะมีแพทย์ตรวจ และดูแลท่าน ณ จุดคัดกรอง ตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้
สำหรับผู้ที่ไม่มีไข้ และไม่มีอาการป่วย ควรหยุดงาน หรือหยุดเรียน พักอยู่ที่บ้าน หรือที่พัก และสังเกตอาการตนเองเป็นเวลา 7 วัน หลังกลับจากต่างประเทศ
หากท่านมีไข้ร่วมกับอาการใดอาการหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ไอ เจ็บคอ ร่วมกับ อาเจียน ถ่ายเหลว ให้หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้อื่น รีบสวมหน้ากากอนามัย หรือปิดปาก และจมูก ด้วยกระดาษทิชชูทุกครั้งที่ไอ และหมั่นล้างมือด้วยน้ำ และสบู่ หรือทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ และไปพบแพทย์พร้อมบัตรเตือนเรื่องสุขภาพ ที่ได้รับจากด่านควบคุมโรคที่สนามบิน เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียดต่อไป
หากแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ ควรหยุดงาน หรือหยุดเรียน พักอยู่ที่บ้าน หรือที่พัก และสังเกตอาการตนเองเป็นเวลา 7 วัน หลังกลับจากต่างประเทศ
ควรปิดปากปิดจมูกทุกครั้งด้วยกระดาษทิชชู ทุกครั้งเมื่อท่านไอจาม และทิ้งลงในถังขยะโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากไอจาม และล้างมือด้วยน้ำ และสบู่ หรือทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์

3R พาโลกเย็น


สวัสดีครับเพื่อนๆ อาทิตย์นี้ขอเสนอ 3R พาโลกเย็นคราบๆๆๆๆๆๆๆๆ



วันนี้จะขอมาเชิญชวนทุกท่านร่วมกันหยุดภาวะโลกร้อน ด้วยกระบวนการ 3R บางคนอาจจะคุ้นเคยกับ



R ทั้งสามกันบ้างแล้ว แต่บางคนอาจจะยังงงๆ อยู่ว่า เจ้า R สามตัวนี่มันคืออะไรกัน แล้วมันจะช่วยให้โลกเย็นลงได้อย่างไร
ขอเล่าแจ้งแถลงไขเพื่อความเข้าใจกันอย่างถ้วนหน้าว่า 3R ก็คือ Reduce, Reuse และ Recycle เริ่มต้นจาก R ตัวแรกคือ Reduce (อ่านว่า รี-ดิ๊วส์ แปลตรงตัวว่าลดลง) ก็คือ การลด ละ เลิก ใช้สิ่งของเครื่องใช้ที่ไม่จำเป็น หรือใช้จำนวนให้น้อยลง จากที่เคยดึงกระดาษชำระในห้องน้ำม้วนๆ เป็นปึกเบ้อเร่อ ก็ลดลงเหลือแค่สามแผ่นก็พอ หรือจากที่เคยใช้ทิชชูเช็ดหน้า เช็ดปาก สั่งขี้มูล ทั้งวันหมดไปเป็นกล่อง ก็เปลี่ยนมาใช้ผ้าเช็ดหน้า 1 ผืนใช้ได้ทั้งวัน
R ตัวที่สองต่อมาก็คือ Reuse (อ่านว่า รี-ยู้ส แปลตรงตัวว่าใช้ซ้ำ) เป็นการใช้แล้วใช้อีก ใช้กันเข้าไปจนกว่าจะหมดสภาพการใช้งานน้ำอัดลมขวดลิตร ดื่มหมดก็นำขวดไปใส่น้ำเปล่าแทน ใช้น้ำยาซักผ้า ล้างจาน ก็ใช้แบบถุงเติมแทนซื้อใหม่แบบขวด หรือใช้ปิ่นโตไปซื้อข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว จะใช้ไม่ต้องเปลืองถุงพลาสติก 2 ชั้นทั้งถุงร้อนและถุงก๊อบแก๊บ และก็ไม่ต้องมาถ่ายลงชามอีก กินจากปิ่นโตได้เลย แค่ล้างให้สะอาดก็ซื้อใส่มากินได้อีกหลายมื้อหลายอิ่ม
มาถึง R ตัวสุดท้ายก็คือ Recycle (อ่านว่า รี-ไซ-เคิ้ล ที่แปลว่านำกลับมาใช่ใหม่) คำฮิตติดหูที่ได้ฟังกันบ่อยๆ ซึ่งอาจจะสับสนได้กับการ Reuse เพราะเป็นการนำกลับมาใช้แล้วใช้อีกเหมือนกัน แต่ Recycle พิเศษตรงที่ต้องนำไปแปรสภาพเสียก่อน อย่างน้ำอัดลมขวดลิตร เมื่อกี้ ต้องนำตัดขวดครึ่งเอาไปทำเป็นกระบวยตัดน้ำ เลี้ยงปลากัด ปลูกไม้ประดับขนาดเล็ก จึงจะถือว่าเป็น recycle แต่ถ้าจะให้ชัดเจนก็คือการนำเอาขยะพลาสติกทั้งหลาย กลับไปเข้ากระบวนการหลอมละลาย แล้วขึ้นรูปใหม่ กลายเป็นถุงดำ กะละมัง ถังขยะ เป็นต้น หรือไม่ก็กระดาษขาวใช้แล้วไป recycle ออกมาเป็นกระดาษกล่อง การที่เราชั่งกิโลขายหนังสือพิมพ์กันมาชั่วนาตาปีก็เป็นหนึ่งในกระบวนการ recycle นั้นเอง





















ขอบคุณ ข้อมูลจาก www.pttplc.co.th






~ นักวิเคราะห์ระบบลืมทำงานพื้นฐาน


สวัสดีครับ สัปดาห์นี้ผมขอเสนอเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องเล่าของบุคคลคนนึงที่เขามีแนวความคิดที่ว่า นักวิเคราะห์ระบบมักจะลืมทำงานพื้นฐาน จริงหรือไม่นั้น เพื่อนลองอ่านแล้วให้ความคิดเป็นกันดูนะครับ


"วันนี้ ตอนขับรถกลับบ้าน ลูกสาวคนดีเปิด เทป ของชาวแอมเวย์ระดับเพชรคนหนึ่ง เขาพูดถึงการทำงานพื้นฐานในเรื่องการ ขายสินค้า ที่แม้ปัจจุบันเขาจะมีรายได้เดือนหนึ่ง สองสามแสนบาท แต่เขาก็ยังไม่หยุดที่จะ หาสมาชิกเพิ่มขึ้น คุยและนำเสนอสินค้า ตัวใหม่ๆ ศึกษา สิ่งใหม่ๆ เข้านั่งสัมนา ทุกอาทิตย์ จึงทำให้นึกถึงเรื่องหนึ่งที่ อยาก ฝากให้น้องๆ โปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่ที่เริ่มเข้ามาสู่ถนนสายไอทีได้คิดไว้ก่อนคือเรื่องการทำงานพื้นฐานของโปรแกรมเมอร์ ตามหลักถนนสายนี้ เริ่มเข้ามา หลังจากเรียนมหาวิทยาลัยหรืออย่างผม เริ่มตอน ชีวิตอยู่ที่นักศึกษาปีสี่ เป็นเบ๊ยกเครื่องคอมพิวเตอร์ไปประกอบ ก็ไม่ได้อะไรเสียบปลั๊กต่างๆ แล้ว บอกว่ามันใช้ได้แล้ว สอนให้ลูกเขาเล่นเกมส์ เขียนโปรแกรมเก่งขึ้นมาหน่อย ก็ นั่งเขียนๆ ไปทั้งวัน ไม่ได้คิด อะไร วันๆ หัวฟู ไปเจอหน้าเพื่อนฝูงมันก็มองเราเป็นตัวประหลาด เพื่อนนายตำรวจใส่เสื้อซาฟารี มา นั่งกินข้าว เพื่อนทนายความก็แต่ตัวแบบสากล เพื่อนอาจารย์ มหาวิทยาลัยสามย่าน ท่าพระจันทร์ หนองจอกแต่งตัวดี ทั้งนั้นมีแต่ พวกผมคนเขียนโปรแกรม สถาปนิก เละสุด!!ทำงาน ต่อมา ไม่เขียนตามสั่ง เริ่มเอาโปรแกรมหลายๆ ตัวมาประกอบ กันแล้วก็คิดวางแนวทางแก้ปัญหาให้ลูกค้า คิดถึงระบบ MRP ,ERP ระบบ E-commercial ระบบ นั่นนี่ไปเรื่อย ๆ จอดรถ ก็นั่งคิดถึงระบบ Car park แล้วก็ทำงานเรื่อยๆไปดูเหมือนไม่มีปัญหา แต่ก็มี เพราะเมื่อเรา จับงานระบบ ไปนานๆ วางแผนการทำงาน จนในที่สุด งานเล็ก ๆก็เริ่มขี้เกียจทำ แล้วก็คิดจ้างชาวบ้านเขาทำ นี่ งานเวป ใช้ PHP นายจมื่นจอมทะลึ่งไปทาบทามจ้าง ว่าที่ เสธ.ท่านหนึ่งทำ งานเอกสารแจกให้น้อง คนหนึ่งนั่งเขียน ทดสอบโปรแกรม น้องคนไหนตกงานเอาไปทำ อะไรแบบนี้ โลกหมุนไปโปรแกรมหลายๆ ตัว มีลูกเล่นที่แตกต่างและ เพิ่มมากขึ้น ผมไม่รู้ผมไม่ทราบ Ole ลึกๆ ทำไม่คล่อง เขียนโปรแกรม OOP ได้นับว่าบุญ ล้างลา การศึกษา เรื่องใหม่ๆ ทฤษฎีใหม่ๆ หมดเลย เวลาไปอบรมอะไร นั่งโหลดริงโทนมือถือ ทั้งที่คำพูดของ คนรุ่นใหม่บางทีมีสาระที่สำคัญยิ่ง ดังนั้น จึงอยากให้น้องๆ มาเข้าสู่ระบบ ถนน คนคอมพิวเตอร์ นั่งอ่านไปเถอะครับคู่มือ msdn หรือ แม้แต่ฟังเด็กเพิ่งจบพูด ฟังไปเหอะมีแนวคิดอะไรใหม่ๆ เสมอ"


เป็นไงบ้างครับ สำหรับบทความที่ผมนำเสนอในสัปดาห์นี้ ซึ่งผมมีความคิดเห็นว่ามันก็จริงอยู่บ้าง หากเรามัวแต่คิดในสิ่งที่เป็นความทันสมัย ความแปลกใหม่เพื่อพัฒนาระบบนั้นๆ แต่ถ้าหากลืมคิดถึงพื้นฐานธรรมดาของระบบ ระบบนั้นก็จะด้อยไปโดยปริยาย เพื่อนๆลองให้ความเห็นดูนะครับ


-ของคุณครับ-


นพพล(โอ)

อ้างอิงจาก www.songkwae.com/foxboard/question.asp?QID=3528

อุปสรรคของการพัฒนาระบบ

สวัสดีครับ วันนี้ผมได้นำเรื่อง อุปสรรคของการพัฒนาระบบ มาให้เพื่อนๆได้อ่านกัน เพราะการทำงานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงอุปสรรคได้อย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าจะมากหรือน้อยนั่นเองใช่ไหมคับ แม้แต่เรื่องของการพัฒนาระบบก็เช่นกัน ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าคับว่า การพัฒนาระบบนั้นอาจมีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบ้าง

การพัฒนาระบบมักก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร โดยเฉพาะวิธีการทำงานในองค์กร เพราะ การพัฒนาระบบเกี่ยวข้องกับการทำงานในองค์กรนั่นเอง แม้นักวิเคราะห์ระบบจะมีทักษะความสามารถสูง แต่ก็อาจพบกับอุปสรรคที่มาจากผู้ทำงานในองค์กรด้วย

การต่อต้าน
การต่อต้านมักมีสาเหตุมาจากมุมมองของผู้ที่รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบ ปัญหาความขัดแย้งหรือที่เรียกว่าปัญหาการเมืองภายในองค์กร เช่น
1. ความไม่ไว้วางใจ
ความไม้ไว้วางใจมาจากความรู้สึกที่ว่า นักวิเคราะห์ระบบนั้นเป็นบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นบุคคลภายนอกที่องค์กรจ้างให้มาทำหน้าที่วิเคราะห์ระบบ หรือแม้เป็นบุคคลที่ทำงานในองค์กรเดียวกัน ก็ยังเป็นบุคคลนอกส่วนงาน
2. กลัวการสูญเสียอำนาจ
การพัฒนาระบบมีผลต่อโครงสร้างการทำงานในองค์กร เช่น การพัฒนาระบบอาจไปลดขั้นตอนบางด้านลง ผู้ที่รับผิดชอบงานนั้นอาจรู้สึกไม่พอใจ เพราะกลัวการไม่เห็นความสำคัญของตนเองในความรับผิดชอบนั้น
3. ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง
ผู้ใช้งานระบบปัจจุบัน มักจะคุ้นเคยกับวิธีการทำงานปัจจุบันจนเกิดความชำนาญ เมื่อมีการพัฒนาระบบใหม่ ผู้ใช้ต้องเริ่มต้นเรียนรู้งานด้านใหม่ ผู้ใช้อาจรู้สึกว่าเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นมา
4. กลัวการเสียเวลา
กลัวการเสียเวลา มักมาจากความไม่มั่นใจต่อการเปลี่ยนแปลง เช่น กลัวว่า ระบบที่พัฒนาขึ้นมาใหม่จะช่วยให้ทำงานได้ดีกว่าระบบปัจจุบันจริงหรือไม่ เนื่องจากการพัฒนาระบบใช้ย่อมเสียเวลาขององค์กรในช่วงของการทดลองใช้ระบบงานใหม่ ซึ่งการเสียเวลาอาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานในระบบไม่พอใจ นอกจากนี้ การเสียเวลาย่อมหมายถึงการเสียโอกาสในเรื่องต่างๆด้วย โดยเฉพาะในองค์กรธุรกิจ

ความไม่ชัดเจนในความต้องการ
ในหลายครั้งที่องค์กรต้องการระบบการทำงานใหม่เหมือนการต้องก้าวให้ทันแฟชั่น หรือต้องการผลลัพธ์ในด้านภาพลักษณ์มากกว่าผลลัพธ์ทางสารสนเทศก็ได้ จึงมีผลทำให้นักวิเคราะห์ระบบนั้นไม่สามารถกำหนดปัญหาและวิธีการแก้ไขข้อมูลที่ครอบคลุม เพราะอาจขาดข้อมูลที่ครบถ้วนในการวิเคราะห์นั่นเอง ตัวอย่างเช่น
1. ความขัดแย้งในความต้องการของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องในองค์กร
2. ความไม่เข้าใจหรือความไม่ชัดเจนในความต้องการ
3. ความไม่ชัดเจนในกระบวนการในระบบที่จะได้มาซึ่งผลลัพธ์ของระบบ

นโยบายด้านการรักษาข้อมูลภายใน
แต่ละองค์กรมักจะมีข้อมูลที่เสี่ยงต่อความเข้าใจผิด (sensitive information) ต่อบุคลากรภายนอก หรืออาจเป็นข้อมุลส่วนบุคคลที่องค์กรไม่ต้องการให้มีการเปิดเผย เช่น ผลประกอบการ อัตราเงินเดือนพนักงาน ข้อมูลบัญชีงบดุลทางการเงิน ดังนั้น องค์กรอาจไม่เปิดเผยข้อมูลบางด้านที่จำเป้นต่อการนำมาวิเคราะห์ทั้งจงใจและไม่ตั้งใจ ผู้ที่วิเคราะห์ระบบจึงต้องหาวิธีที่จะได้ข้อมูลให้มากที่สุดและยังคงอยู่ในนโยบายขององค์กรมากที่สุด หรือต้องสร้างหลักประกันว่า ข้อมูลจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างดี

อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่าการพัฒนาระบบถึงจะเป็นเรื่องที่ดีแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายและใช่ว่าจะสมบูรณ์แบบเสมอไป ทุกๆเรื่องย่อมมีผลดีและผลเสียทั้งนั้น เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะทำอะไรเราต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี นอกจากนี้ยังทำให้รู้ว่าการอยู่ร่วมกันหรือการทำงานร่วมกับคนหมู่มากนั้นย่อมมีอุปสรรคมากมายตามมาซึ่งบางทีเราอาจไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้ ดังนั้นการที่เราจะเข้าไปทำงานสักที่หนึ่ง ไม่ใช่ว่าแค่มีความสามารถก็เพียงพอ แต่เรายังต้องรู้จักสังเกตและรู้จักปรับตัวให้กลมกลืนเข้ากับสังคมนั้นๆหรือวัฒนธรรมขององค์กรนั้นๆ เพราะแต่ละที่นั้นย่อมมีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน ซึ่งเราถ้าสามารถฝันผ่าอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ ประสบการณ์ที่ได้มาจะทำให้เราเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน

เพื่อนๆก็ลองอ่านกันดูนะคับ สงสัยอย่างไร ติชมกันได้คับ

ที่มา: หนังสือ System Analysis & Design เขียนโดย อาจารย์ธีรวัฒน์ ประกอบผล

ณัฐพล(โอ๊ค)